2008/Jan/14

เมื่อผู้หญิงนั้นถูกสร้าง

ในหนังสัญชาติอิหร่านของมาร์ซิเยห์ เมชกินี่ The Day I Became a Woman มีฉากหนึ่งที่เด็กสาว ฮาวา ขออนุญาตแม่ไปเล่นกับเด็กผู้ชายแถวบ้าน แม่เธอห้ามปรามพร้อมอ้างเหตุว่าเธออายุครบ 9 ขวบในวันนี้ เธอกลายเป็นผู้หญิงไปแล้ว จะไปเล่นกับเด็กผู้ชายอีกไม่ได้ แต่ฮาวาต่อรองกับแม่ว่าฮาวาเกิดตอนเที่ยงวัน ดังนั้นก่อนจะถึงเที่ยงวัน เธอก็ยังสามารถไปเล่นกับเด็กผู้ชายได้เพราะเธอยังเป็นเด็กอยู่ เมื่อแม่เธอได้ฟังดังนั้นจึงอนุญาตให้เธอออกไปหาเพื่อน

จากฉากข้างต้นเราจะเห็นตรรกะแปลก ๆ ของหนังและตัวละคร เช่น ฮาวาสามารถบ่ายเบี่ยงที่จะเป็นผู้หญิงโดยขอผัดผ่อนกับแม่ตัวเองได้ ความเป็นผู้หญิงสามารถผัดผ่อนได้ด้วยเหรอ ? มันไม่ใช่สิ่งที่มีมาตั้งแต่เกิดเหรอ ? ฮาวาจะกลายเป็นผู้หญิงเมื่อนาฬิกาลากเข็มสองเข็มทับกันบนเลขสิบสองแต่ถ้าไม่มีนาฬิกามาคอยบอกเวลาฮาวาจะกลายเป็นผู้หญิงไหม ? หรือถ้าแม่ของเธอไม่มาตามแล้วบังคับให้ฮาวาสวมผ้าคลุมศรีษะเพื่อแสดงสถานะของตัวเอง เธอจะกลายเป็นผู้หญิงไหม?

เราเข้าใจจากเหตุการณ์ในหนังข้างต้นได้ว่าความเป็นผู้หญิงเป็นสิ่งที่มาจากข้างนอกตัวผู้หญิง ไม่ได้เกิดขึ้นหรือมีมาตั้งแต่ผู้หญิงเกิด ทารกเพศหญิงมิได้เกิดออกมาจากช่องคลอดพร้อมกับกระโปรง กระโปรงมิใช่อวัยวะติดตัวของมนุษย์เพศหญิงเช่นใด ความเป็นผู้หญิงก็เป็นเพียงเครื่องแต่งกายอย่างหนึ่งของมนุษย์เพศหญิงเช่นนั้น (ที่ต้องสวมไว้ ไม่งั้นโป๊ แล้วสังคมจะประณาม) ความเป็นผู้หญิงเป็นสิ่งที่คนภายนอกไปสร้าง ไปมอบ นำไปให้กับตัวมนุษย์ที่มีอวัยวะเพศหญิง

ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงควรเปลี่ยนชื่อเป็น The Day I Was Made a Woman

เมื่อปี 2005 ฮอลลีวู้ดมีหนังเกี่ยวกับเกอิชาเรื่อง Memoirs of a Geisha โดยผู้กำกับร็อบ มาร์แชลล์ (Chicago) ซึ่งก็โดนสื่อญี่ปุ่นด่ากันอย่างสาดเสียเทเสียทั้งข้อหาบิดเบือนเสนอภาพเกอิชาอย่างผิด ๆ หรือการนำนักแสดงจีนมาเล่นเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นแล้วพยายามให้พวกเธอพูดอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นซึ่งผลออกมาดูเสแสร้งเหลือทน ต่อมาปี 2006 ที่ญี่ปุ่นเองก็มีหนังจากผู้กำกับหญิงที่ผันตัวจากช่างภาพนิ่งมาลองกำกับภาพเคลื่อนไหวหนังมีสีสันสรรมาอย่างจัดจ้านไม่แพ้กับภาพนิ่งของเธอ มิกะ นินากาว่า ได้นำเอาหนังสือการ์ตูนเนื้อหาเกี่ยวกับโออิรัน (หญิงโสเภณี) มาตีความให้เป็นภาพ และได้รับเสียงชื่นชมพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับหนังจากฮอลลีวู้ดอีกเรื่องแล้ว

ในสื่อญี่ปุ่นอย่าง The Japan Times ได้กล่าวถึงหนังทั้ง 2 เรื่องไว้ว่า

“How did "Memoirs of a Geisha" ("Sayuri" here in Japan) get it so drearily wrong -- and Mika Ninagawa's new film, "Sakuran," get it so gloriously right?”

เจแปน ไทม์ กำลังบอกว่าหนังของฮอลลีวู้ดนั้น ‘drearily wrong’ และหนัง Sakuran นั้น ‘gloriously right’


เมื่อผู้หญิงนั้นมีหลายแบบ

อะไรคือสิ่งที่ถูกและผิดในบทความนี้ อะไรที่เราถือว่าถูกและอะไรที่ถือว่าผิด ซึ่งความถูกผิดที่ว่าคงไม่ใช่ความถูกผิดสมจริงทางประวัติศาสตร์ เพราะถึงแม้หนังฮอลลีวูดที่นำแสดงโดยจางจื่ออี้จะโดนวิพากษ์ในข้อหาความไม่สมจริงต่าง ๆ เช่นท่าเต้นรำของเกอิชา หรือเครื่องแต่งกายที่ผิดไปจากความเป็นจริง แต่เมื่อมาดูหนังญี่ปุ่นอย่าง Sakuran เราก็จะพบว่ามันยิ่งไม่น่าจะถูกต้องในทางประวัติศาสตร์เข้าไปอีก เมื่อดูองค์ประกอบการกำกับศิลป์ที่ล้นหลากไปด้วยลูกเล่นด้านภาพสีสัน ทั้งเครื่องแต่งกายลวดลายฉูดฉาดวิลิศล้ำ (กิโมโนลายตารางหมากรุก, ลายม้าลาย) ฉากภายในซ่องที่ประดับตกแต่งได้แสนวิไลชวนสงกาในความเป็นจริง บรรดานางคณิกาที่แต่งหน้าแต่งตัวประชันโฉมอวดความงามกันราวกับอยู่ในงานแฟชั่นโชว์ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้เมื่อเอาไปเทียบกับหนังฮอลลีวู้ดแล้วแทบจะทำให้เราสามารถส่ง Memoirs of a Geisha เข้าชิงออสการ์สาขาหนังสารคดียอดเยี่ยมได้เลย

แล้วอะไรล่ะคือความ ‘drearily wrong’ กับ ‘gloriously right’ ตามความหมายในบทความ มันเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ สิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็นอย่างง่ายดายต่อสายตา แน่นอนว่าความความถูก ความผิดตามความหมายของบทความไม่จำกัดวงแคบแค่เพียงความสมจริงที่มองเห็นได้ แต่เป็นความจริงอย่างอื่น

สิ่งที่ทำให้หนังทั้ง 2 เรื่องถูกจับมาเปรียบเทียบกันน่าจะมาจากภาพเสนอของผู้หญิง หนังทั้ง 2 เรื่องไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันแต่เสนอภาพผู้หญิงที่อยู่ในกรอบธรรมเนียมที่คล้าย ๆ กัน MOAG เลือกที่จะโฟกัสไปที่ เกอิชา หรือที่แปลความหมายตามคำแล้วหมายถึง ศิลปิน ส่วนหนังญี่ปุ่นสนใจที่จะเสนอเรื่องของโออิรัน ซึ่งมีความหมายว่า โสเภณี

หนังทั้งสองเรื่องเสนอภาพผู้หญิงในกรอบสังคมเหมือนกัน แต่ก็ต่างกันด้วยคุณลักษณะผู้หญิงในเรื่อง เรื่องหนึ่งเกอิชาไม่ใช่โสเภณีเธอมีสถานะดุจศิลปิน ควรค่าแก่การทะนุถนอม เป็นผู้หญิงที่สวยงามเลอค่าบอบบาง ส่วนอีกเรื่องโออิรันคือกะหรี่ต่ำช้า ผู้หญิงในเรื่องเต็มไปด้วยจริตราคะ ทะเยอทะยานละโมบโลภสัน

เมื่อมองตามลำดับการออกฉาย เราอาจมองได้ว่า Sakuran เป็นเหมือนจดหมายที่คนญี่ปุ่น (ซึ่งในที่นี้คือผู้หญิง ทั้งผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ คนเขียนบทและคนเขียนการ์ตูนต้นฉบับ) เขียนตอบโต้ไปหาฮอลลีวู้ด (ที่มีรสนิยมแบบชายผิวขาว) โดยในซองจดหมายมีเนื้อหาตบหน้ารสนิยมของบรรดาชายชนชั้นกลางผิวขาวในประเทศมหาอำนาจทั้งหลายว่าอย่างมงายอยู่กับมายาภาพผู้หญิงเอเชียที่ตนสร้างขึ้นมานักเลย !

อะไรคือมายาภาพผู้หญิงเอเชียที่บรรดาคนผิวขาวคิดฝัน ภาพผู้หญิงผู้สงบเสงี่ยมพินอบพิเทา เอาใจสามีคนรักชายอย่างเทิดทูนเหนือหัว เป็นช้างเท้าหลังคอยเดินตามช้างเท้าหน้าอย่างบุรุษเพศต้อย ๆ อย่างไม่ตั้งคำถาม ความสุขของคนรักชายคือความสุขทั้งชีวิตของตน

Memoirs of a Geisha แต่งขึ้นโดยอาเธอร์ โกลเด้น เป็นชายอเมริกัน หนังสือตีพิมพ์ขึ้นเมื่อปี 1997 และได้รับความนิยมอย่างมากตามประสาอาการกระหายความ exotic ของชาวตะวันตก เราอาจสามารถมองภาพผู้หญิงที่ชาวตะวันตกฉาย (project) ไปสู่ตัวผู้หญิงเอเชียได้ว่าเป็นกระแสทวนกับสตรีนิยมสายเสรีนิยมที่มักชักชวนให้ผู้หญิงออกมานอกบ้านละทิ้งงานในครัวและกิจบนเตียงออกมาสู้รบปรบมือกับผู้ชายในกระแสสังคมธุรกิจ เรียกร้องให้ผู้หญิงมีความเสมอภาคเท่าเทียมกับเพศชาย เข้าทำนอง จะชายหรือหญิงมันก็คนเหมือนกัน

จริงอยู่ที่สตรีนิยมรุ่งเรืองสุดขีดในยุค 70 แต่เชื้อความคิดของมันไม่ได้ผละไปจากสังคมตะวันตกง่าย ๆ แต่ยังตกทอดมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน ผู้หญิงเรียกร้องในสิทธิของตัวเองมากขึ้น จึงเกิดคำว่า Political Correctness ซึ่งใช้ในแวดวงวรรณกรรมกับงานเขียนที่เปิดพื้นที่ให้กับผู้หญิง และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ เช่น เกย์ คนแอฟริกัน-อเมริกา และอื่น ๆ เพื่อทลายรสนิยมหรือกรอบความคิดแบบชายชนชั้นกลางผิวขาวที่ครอบงำสังคมมาอย่างยาวนาน

เมื่อสังคมตะวันตกมีการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงที่รุนแรง หนังในยุค 70 หลายเรื่องถูกนำมาตีความในแง่เฟมินิสต์ทั้งหนังจากฝั่งยุโรปและอเมริกันอย่าง Celine and Julie Go Boating (2 สาวแสนซนหลอกล้อกับความคิดแบบเพศชายเป็นใหญ่) Norma Rae (หญิงสู้ชีวิต ผู้นำการประท้วงของชนชั้นแรงงาน) แต่ในหนังจากญี่ปุ่นซึ่งกระแสเฟมินิสต์แบบเสรีนิยมไม่ได้รุนแรงเท่าก็มีหนังที่มีเนื้อหาแบบเฟมินิสต์เช่นกัน แต่มีข้อแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จากหนังของผู้กำกับญี่ปุ่นรุ่นเก่าเก๋าที่ขึ้นชื่อในการทำหนังที่เสนอภาพผู้หญิงแบบเฟมินิสต์อย่างเคนจิ มิโซงุจิหรือมิกิโอะ นารูเสะ เราจะพบว่าผู้หญิงในหนังของพวกเขากับผู้หญิงในหนังตะวันตกนั้นต่างกัน แม้ว่าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเฟมินิสต์ทั้งคู่ ในขณะที่หนังจากชาติตะวันตก ผู้หญิงถูกเสนออย่าง active พวกเธอพยายามถอนทำลายความคิดแบบเพศชาย หรือลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบบชายเป็นใหญ่ แต่หนังหลายเรื่องของมิโซงุจิและนารูเสะ (เช่น A Woman Ascends the Stairs ของฝ่ายหลัง) ผู้หญิงจะซ่อนตัวอยู่ในชุดกิโมโนที่ห่มคลุมตนอย่างมิดชิด พวกเธอจะดำรงความเป็นแม่และเมียที่ดีเลิศ พวกเธอช่างอบอุ่นเปี่ยมไปด้วยเมตตาจิตแบบมารดา พวกเธอต่อสู้ชีวิตด้วยความอ่อนโยน พวกเธอไม่ได้คิดจะเรียกร้องให้ตัวเองได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย แต่กลับพยายามเอาตัวรอดในสังคมด้วยความเป็นผู้หญิง (นั้นคือความอ่อนโยนนุ่มนวลแบบสตรีเพศ)

เฟมินิสต์ในหนังตะวันตกหลายเรื่องเสมอมาจึงเป็นภาพหญิงสู้ชีวิต (นึกภาพอีริน บร็อกโควิช) สตรีผู้ดุดันไม่ยอมผู้ชายง่าย ๆ ต่างกับผู้หญิงเอเชียที่กลับนุ่มนิ่มชวนใคร่ครวญ พวกเธอไม่เห็นต้องแหกปากเรียกร้องอะไรพวกเธอก็อยู่ได้ บรรดาเหล่าสตรีหัวแดงหัวทองพวกนี้สิที่เอาแต่เรียกร้องชวนระคายใจยิ่งนัก

Memoirs of A Geisha ทั้งในหนังและหนังสือจึงเหมือนเป็นการเติมเต็มในส่วนที่ขาดของจินตนาการผู้ชายผิวขาว ภาพผู้หญิงที่เรียบร้อยไม่มีปากเสียงน้อมรับสภาพของตนอย่างดุษณี เป็นช้างเท้าหลังอย่างสมบูรณ์เพียบพร้อมและไม่ตั้งคำถาม ในเมื่อบรรดาผู้หญิงผิวขาวในประเทศตนไม่สามารถมารับตำแหน่งหน้าที่นี้ได้ (เดี๋ยวเขาจะหาว่าเชย เฟมินิสต์ผ่านเป็นสิบ ๆ ปี ยังมัวดักดานกับภาพผู้หญิงเรียบร้อยอยู่อีก) ภาพผู้หญิงแสนดีจึงถูกโอนถ่ายส่งต่อไปยังผู้หญิงเอเชีย อย่างในหนังเรื่อง Memoirs of A Geisha

ผู้หญิงเอเชียที่ดีในสายตาของคนตะวันตกจึงต้องเป็นผู้หญิงที่มีลักษณะนุ่มนิ่มเรียบร้อยไปโดยปริยาย

เมื่อมองจากตรรกะผู้หญิงดีนี้ นางเอกใน MOAG อย่าง ซายูริ จึงถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นหญิงสาวเรียบร้อยผู้อ่อนต่อโลก เธอมอบความไว้วางใจให้กับบุรุษเพศ มอบชีวิตให้กับการตัดสินใจของเขา เธอเชื่อฟังคำสอนของผู้อาวุโส เชื่อในกฎระเบียบที่ได้รับการสั่งสอน กลับกันตัวละครอย่างมัตสึโมโมะของกงลี่กลับถูกนำเสนอในฐานะหญิงเจ้าอารมณ์ โมโหร้าย ไม่เชื่อฟังในกฎข้อบังคับต่าง ๆ และยังเที่ยวร่านระริกวิ่งหาผู้ชายมาปรนเปรอความกระหายทางเพศรสอย่างไม่หวั่นเกรงใด ๆ ถ้ายึดเอาตรรกะผู้หญิงดี-ผู้หญิงเลวข้างต้นมาเทียบ มัตสึโมโมะจึงตกอยู่ในฝ่ายผู้หญิงเลวโดยทันที เธอไม่เชื่อฟังแม่เล้าออกไปหาความสุขชั่วครั้งคราวกับชายอื่นที่ไม่ใช่ลูกค้า เธอจึงเป็นเพียงนังแพศยาคนหนึ่งในเนื้อเรื่อง ทั้งที่จริง ๆ การแสวงหาความสุขให้กับตัวเองในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งอาจทำให้เธอกลายเป็นเฟมินิสต์คนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ

นางเอกอย่างซายูริจึงเป็นเหมือนภาพอุดมคติของผู้หญิงเอเชียผู้อ่อนหวานเชื่อฟัง ตรงกันข้ามกับผู้หญิงใน Sakuran ที่ตั้งแต่ตัวนางเอก คู่แข่งนางเอก ไปจนถึงแม่เล้า ที่ทุกตัวไม่มีใครดีเลย (อาจยกเว้นเด็กผู้หญิงช่วงท้ายเรื่อง) ทุกตัวมีเลือดมีเนื้อมีอารมณ์รุนแรง ระเริงแรด ไม่ยี่หระในกฎเกณฑ์ใด ๆ ในขณะที่ MOAG ซายูริเป็นที่รักของคนดูได้ด้วยคุณธรรมความดีงามของเธอ ใน Sakuran คิโยฮะ นางเอกของเรื่องไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นผู้หญิงที่ดีตามแบบแผน แต่เธอก็เป็นที่รักของคนดูได้เช่นกัน

ที่บอกว่า Sakuran เป็นเหมือนการตอบโต้ MOAG ดูได้จากวิธีการสร้างผู้หญิงขึ้นมาในหนัง ขณะที่ต้นฉบับของ MOAG มาจากนวนิยายของผู้ชายผิวขาว ส่วน Sakuran มาจากการ์ตูนของนักเขียนหญิงชาวญี่ปุ่น การเสนอภาพผู้หญิงของทั้ง 2 เรื่องนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง MOAG เสนอภาพเกอิชาหรือศิลปินเป็นผู้หญิงผู้เพียบพร้อม จุดหมายสำคัญของพวกเธอคือการรอให้ผู้ชายมาเลือกเธอไปอยู่ด้วย แต่ใน Sakuran ผู้หญิงอย่างคิโยฮะ กลับเป็นฝ่ายเลือกผู้ชายเอง จริงอยู่เธอถูกเลือกค้าเลือก แต่ถ้าเธอไม่พอใจลูกค้าคนไหนเธอก็สามารถไล่ตะเพิดเขากลับไปได้เลย ในขณะที่ใน MOAG เซ็กส์เป็นเหมือนอาณาบริเวณลึกลับสำหรับซายูริ ที่เธอไม่เข้าใจ และหวาดกลัวที่จะเข้าไปสัมผัส และหนังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเธอมีความสุขกับเพศรส ความสุขจากการร่วมรักโดยมากเป็นความสุขของผู้ชาย เธอทำหน้าที่เป็นเพียงคนที่ทำให้ผู้ชายได้ลิ้มซาบรสหวานของกามกิจ โดยตัวเธอไม่แสดงออกถึงความสุขนั้น ๆ ตรงกันข้ามคิโยฮะใน Sakuran เรียนรู้เรื่องเซ็กส์เสียตั้งแต่ยังเด็ก ๆ การประกอบกามกรีฑาไม่ใช่เพียงแค่การรินความสุขใส่กายของผู้ชาย แต่เป็นการเติมความอิ่มเอมให้กับความรู้สึกของเธอ ใน MOAG ผู้หญิงกลายเป็นคนไร้เดียงสาในเรื่องเพศ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชายในการนำเธอไปสู่ความหฤหรรษ์ แต่ใน Sakuran ผู้หญิงกลายเป็นผู้ช่ำชองในกามกิจ บางคราเธอกลับเป็นฝ่ายเริ่มและนำกระบวนกามแทนตัวลูกค้าด้วยซ้ำ

ภาพผู้หญิงใน Sakuran จึงเป็นสวนทางกับเกอิชาใน MOAG ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาเลือก เธอสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเอง ภาพเสนอของผู้หญิงใน Sakuran จึงเป็นเหมือนการเข้าไปถอนทำลายภาพผู้หญิงเอเชียในจินตนาการของบรรดาฝรั่งหัวทอง ที่มองผู้หญิงเอเชียด้วยสายตาเหมารวม และเสนอความเป็นไปได้อันหลากหลายอื่น ๆ ของผู้หญิง

เมื่อผู้หญิงหลายแบบนั้นก็ยังถูกสร้าง

ถึงแม้ Sakuran จะเป็นเหมือนหนังที่แก้วาทกรรมผู้หญิงเอเชียของคนตะวันตก แต่ตัวหนังเองก็ยังติดบ่วงวาทกรรมอื่น ๆ ในสังคมอยู่ดี นั้นคือวาทกรรมผู้หญิงดี-ผู้หญิงเลว

แม้คิโยฮะจะเป็นกะหรี่ หรือผู้หญิงเลว แต่หนังก็เลือกที่จะนำเสนอเธอให้คนดูเอาใจช่วย และให้อภัยกับสถานภาพของเธอ (การเป็นกะหรี่) แต่กระนั้นตัวหนังเองนั่นแหละที่ก็ยังสร้างโครงสร้างเชิงความหมายเข้ามาครอบงำการกระทำของตัวละคร

เมื่อคิโยฮะก้าวขึ้นมาเป็นโออิรันเต็มตัว (ซึ่งเป็นตำแหน่งของโสเภณีที่งามและเป็นที่นิยมที่สุดในซ่อง) เธอมีแขกมากมายเข้าหาเธอ แขกบางคนเก็บเงินเป็นปี ๆ เพียงเพื่อจะมาลิ้มลองรสกามของเธอ แต่เธอเองกลับเบื่อหน่ายชีวิตในซ่อง เธอหลงรักเซอิจิ ชายหนุ่มที่คอยดูแลบรรดาผู้หญิงในซ่อง แต่เขากลับเหินห่างเธอ และเจ้าของซ่องยังคิดจะหาผู้หญิงอื่นมาแต่งงานกับเขาและส่งทอดให้เซอิจิเป็นคนดูแลซ่องต่อไป ในขณะเดียวกันตัวคิโยฮะเองก็มีซามูไรหนุ่มใหญ่สุภาพบุรุษมาติดพันและขอเสนอซื้อตัวเธอเป็นเงินจำนวนมาก คนในซ่องต่างมุ่งหมายให้คิโยฮะแต่งงานออกไป แต่ตัวเธอเองกลับรั้นปฏิเสธ เธอมีข้ออ้างสำคัญคือเธอตั้งครรภ์กับใครไม่รู้และตั้งใจว่าจะไม่แท้งเด็ดขาด เธอเข้าใจว่าการตั้งครรภ์ของเธอจะช่วยให้เธอพ้นสภาพจากการเป็นนางโลมไปวัน ๆ และพ้นจากการต้องแต่งงานกับซามูไรคนนั้นแม้เขาจะดีต่อเธอเสียเพียงไร ในฉากที่เธอต่อรองกับเขา เธอบอกกับเขาว่า เธอจะยอมแต่งงานกับเขาถ้าเขายอมรับลูกที่ไม่รู้เชื้อพ่อในท้องของเธอ เธอกระหยิ่มอิ่มเอิบในใจว่าเธอต้องหลุดจากการสมรสกับเขาแน่ ๆ เพราะซามูไรไม่น่าจะยอมรับลูกที่มาจากชายอื่นเป็นของแถมในงานวิวาห์ของตน แต่ผิดคาดเมื่อซามูไรตอบตกลง เขายอมรับเธอ แม้เธอจะท้องกับผู้ชายคนอื่นมา คิโยฮะตกใจ และในฉากเดียวกันนี้เองเธอล้มทรุดลงและแท้งลูก

ในฉากนี้เป็นฉากสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างความหมาย วาทกรรมที่ไหลเวียนอยู่ในสังคมต่อคุณลักษณะของผู้หญิงดี ผู้หญิงเลว

ในที่นี้ ผู้หญิงดีคือ แม่พระ ส่วนผู้หญิงเลวคือ กะหรี่ เมื่อคิโยฮะเริ่มเบื่อกับการบำเรอกามสุขให้กับประดาลูกค้า เธอก็ได้ตั้งครรภ์ เธอหมายหมั้นว่าพอเธอมีลูกเธอจะเลิกทำมาอาชีพนี้ พูดง่าย ๆ คือเธอเปลี่ยนจากการเป็นกะหรี่ไปเป็นแม่ จากผู้หญิงเลวไปเป็นผู้หญิงดี

เราจะเห็นว่าหนังต้องเสนอให้คิโยฮะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คือไม่ผู้หญิงเลวก็ผู้หญิงดี ไม่ขายตัวก็ต้องเลี้ยงลูก แต่จะมาทั้งขายตัวและเลี้ยงลูกไปพร้อม ๆ กันไม่ได้ เพราะไม่มีผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนหรอก ที่มีลูกทั้งคนแล้วยังขายตัวอยู่อีก (หรือถ้ายังขายต่อไป เธอก็จะกลายเป็นผู้หญิงชั่ว)

การปฏิเสธคำขอสมรสของซามูไรก็เช่นกัน เพราะถ้าเกิดเธอตอบตกลงไป ก็เหมือนว่าเธอยัง ขายตัวอยู่ดี เพราะเขาใช้เงินซื้อตัวเธอจากซ่องเพื่อมาแต่งเป็นเมียเขา ดังนั้นการแต่งงานกับเขาก็ไม่ได้ทำให้เธอหลุดไปจากสภาพกะหรี่ หรือไม่ทำให้เธอสามารถข้ามฟากจากผู้หญิงเลวไปฝั่งผู้หญิงดีได้

ดังนั้นสาเหตุที่เธอแท้งจึงเป็นเหมือนการสรุปยอดกรอบความคิดแบบผู้หญิงดี-เลวแบบนี้ ตอนแรกเธอยังท้องและปฏิเสธที่จะแต่งงานกับซามูไร นั่นคือเธอปฏิเสธจะขายตัวต่อไป และขอเลือกเป็นแม่ดีกว่า (ตอนนี้เธอยังเป็นผู้หญิงดีอยู่) แล้วพอคิโยฮะยื่นข้อเสนอต่อซามูไรว่าถ้าเขาจะแต่งกับเธอต้องรับลูกในท้องของเธอด้วย แต่ซามูไรเกิดแก้เกมเธอได้โดยการตอบตกลง เธอตกใจมากจึงแท้ง นั่นเพราะเมื่อซามูไรยอมรับลูกในท้องของเธอ แปลว่าข้อเสนอของเธอได้รับการแก้ไขเรียบร้อย เธอจะต้องแต่งงานกับเขาตามคำพูดของตัวเอง แปลว่าเธอยังต้องขายตัวให้เขาอยู่ดี เมื่อเธอยังต้องขายตัวให้เขา เธอก็ยังคงเป็นกะหรี่ต่อไป และเมื่อเธอยังเป็นกะหรี่ต่อไป สภาพของเธอจึงเหมือนถูกถีบส่งจากฝั่งผู้หญิงดีกลับไปสู่ผู้หญิงเลว จากแม่กลับไปเป็นกะหรี่ เมื่อเธอไม่ได้เป็นแม่อีกจ่อไปเธอจึงแท้ง

เพราะผู้หญิงเลวไม่ได้เป็นแม่คน ผู้หญิงเลวเป็นได้แค่ที่รองรับอารมณ์ใคร่ของคนอื่น เธอแท้งเพราะว่าเธอยังเป็นกะหรี่ และเมื่อยังเป็นกะหรี่เธอจะเป็นแม่ไม่ได้ สถานภาพทั้งสองอย่างไม่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกัน เธอต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

นึกถึงละครหลังข่าว เวลาผู้ชายที่แต่งงานแล้วมีเมียน้อย เมียหลวงจะอยู่บ้านง่ก ๆ เลี้ยงลูกไม่รู้เรื่องรู้ราว ผัวกลับบ้านมาก็หงุดหงิดสาดอารมณ์เสียใส่ แล้วออกไปหาเมียน้อยผู้ร่าเริงชำนาญกาม แต่พออีนังเมียน้อยจะเรียกร้องให้ผู้ชายหย่ากับเมียหลวงแล้วมาแต่งกับตน ผู้ชายก็จะตวาดกลับแล้วด่าอีเมียน้อยว่าเป็นผู้หญิงสกปรกไม่เหมาะจะเป็นแม่ให้กับลูก และยืนยันว่าตนเคารพรักเมียหลวงในฐานะแม่ของลูก ถึงแม้จะเบื่อรสจืดชืดบนเตียงก็ตาม

ผู้ชายมักแบ่งผู้หญิงเป็นหลายคน คนนึงไว้แต่งงานเป็นหน้าเป็นตาทางสังคม และมีอีกคนไว้เอา คนนึงเป็นสตรีสะอาดเป็นแม่ของลูก ไม่ได้เอาไว้เสพกาม ส่วนอีกคนเอาไว้เสพกาม แต่สกปรกเกินกว่าจะอยู่ร่วมด้วย

ผู้ชายไม่เอาผู้หญิง 2 ประเภทมาปะปนกัน พวกเขาแยกหล่อนขาดออกจากกัน จัดสรรแบ่งส่วนและหาเอาประโยชน์จากการจัดกลุ่มนี้

คือไม่ว่าคืนนี้ผู้ชายจะกลับไปบ้านหลังไหน สุดท้ายผู้หญิงของทั้ง 2 บ้าน ก็ตกอยู่ใต้อาณัติของผู้ชายอยู่ดี

Sakuran ในแง่หนึ่ง เป็นการปลดปล่อยผู้หญิงญี่ปุ่นออกจากกรอบการมองของคนตะวันตก แต่อีกด้านหนึ่งตนเองกลับตกอยู่ในวาทกรรมอีกประเภท ที่ก็ยังจองจำผู้หญิงอยู่เหมือนเดิม

 

edit @ 18 Jan 2008 14:05:15 by สมเสร็จที่บางแค

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ได้ความรู้เยอะเลยคะ
ดีจังนะคะ ขอบคุณที่เอามาให้อ่านคะ
#1  by  แพศยา ตาใส At 2008-01-14 09:12, 
โอ้วโฮว ใช้ได้เลยคับ
#2  by  ฟิวส์ At 2008-01-14 09:40, 
อ่าาา
#3  by  ilumin At 2008-01-14 09:45, 
อืมมม แปะดาวให้เลยค่า~
ยังไม่มีโอกาศไปหาSakuran มาดู
แต่จะลองหามาดูค่ะ><Hot!
#4  by  mikan At 2008-01-14 14:43, 
ชอบ MOAG เพราะว่าภาพสวย
ส่วน sakuran คงต้องไปหาดูก่อน

แต่อ่านเอนทรี่นี้แล้วได้ความรู้เยอะเลยค่ะ
Hot!
#5  by  BLUE. At 2008-01-14 16:47, 
ผู้หญิงถึงผู้หญิง Hot!
#6  by  พ. At 2008-01-14 20:18, 
วิเคราะห์ได้ละเอียดมากๆเลยค่ะ
เราดูMOAGแล้ว แต่ซากุรันดูไปได้แค่ครึ่งนึงเอง
ไว้ว่างๆต้องกลับมาดูต่อ


Hot!
#7  by  Cheshire_XxX At 2008-01-14 20:44, 
ผมคงต้องไปหามาดูทั้ง 2 เรื่องเลยแฮะ ...
เปรียบเทียบมีเหตุผลดีครับ
#8  by  DyCherii~ Climax Form At 2008-01-14 22:34, 
Hot! big smile
#9  by  filmsick At 2008-01-15 09:17, 
ได้ความรู้เยอะแยะเลยค่ะ
#10  by  vbv (222.123.171.254) At 2008-01-15 15:32, 
ผู้หญิงอ่านแล้วเจ็บปวดว่ะ
อัพบล็อกได้แล้ว อุ้ย
#11  by  grappa (58.9.191.3) At 2008-04-04 07:40, 
Hardcore มาก น้องอุ้ย แต่ก็เจ๋งว่ะ
#12  by  IwalkTheLine At 2008-05-12 17:49, 
Hot! สุดยอด อ่านแล้วทึ่งมากเลยค่ะ
#13  by  r a p p e l e r * At 2008-07-16 19:42, 
#14  by  สารี่ (118.175.128.6) At 2009-01-27 09:59, 

<< Home