2007/Oct/14

ผมเพิ่งดูหนังฝรั่งเศส 2 เรื่องที่มีเนื้อหาบางอย่างคล้าย ๆ กัน และยังออกฉายไล่เลี่ยกันอีกด้วย Betty Fisher and Other Stories ของผู้กำกับ Claude Miller (Class trip, La Petit Lili) ออกฉายในปี 2001 และ Comedy of Innocence ของ Raoul Ruiz (Time Regained, That Day) ผู้กำกับสัญชาติชิลีที่หันมากำกับหนังในฝรั่งเศส

หนังทั้ง 2 เรื่องต่างตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแม่-ลูก และยังมีเนื้อเรื่องที่ชวนเหวออีกต่างหาก

 

ในหนังเรื่องแรก Betty Fisher ดัดแปลงมาจากหนังสือของนักเขียนหญิงชาวอังกฤษ รูธ เรนเดลล์ เรื่องเริ่มต้นเป็นภาพย้อนอดีต เมื่อ บริดจิตต์ (ซองดรีน คิบเบอร์แลง) ยังเป็นเด็กสาว เธอมีแม่ มาร์โก้ (นิโคล การ์เซีย) เป็นผู้หญิงประสายเสื่อมที่เหมือนสารเคมีในหัวไม่สมดุลตลอดเวลา จู่ ๆ แม่ก็ลุกขึ้นมาเอากรรไกรแทงฝ่ามือของเบ็ตตี้จนเกิดแผลเป็น

หลายปีต่อมา บริดจิตต์ ได้กลายมาเป็นนักเขียนชื่อดัง เธอเปลี่ยนชื่อเป็น เบ็ตตี้ เธอหย่ากับสามีและเลี้ยงลูกชายสี่ขวบ โจเซฟ ตามลำพัง เธอเป็นแม่ที่ดีของลูกเพื่อทดแทนปมในวัยเด็กที่ไม่มีโอกาสได้มีแม่ดี ๆ วันหนึ่งแม่เธอเดินทางจากสเปนมาเยี่ยมเธอที่ปารีส ในวันเดียวกันลูกชายของเธอประสบอุบัติเหตุตกหน้าต่างตาย เธอเศร้าโศกเสียใจมาก มาร์โก้ไม่รู้จะทำอย่างไร อาจด้วยสารเคมีในหัวที่ไม่ค่อยพอดีตรรกะของหล่อนเลยแปลก ๆ มาร์โก้หาทางปลอบโยนลูกสาวโดยการ...ไปขโมยเด็กที่ไหนก็ไม่รู้มาให้เบ็ตตี้เลี้ยง

แน่นอนคนสติดี ๆ ที่ไหนจะรับเด็กมาเลี้ยง แต่ไป ๆ มา ๆ เด็กที่พามามันน่ารักดี เบ็ตตี้เลยเริ่มใจอ่อน ขณะเดียวกัน คาโรล แม่ตัวจริงของเด็ก โฌเซ่ ก็ไม่ค่อยจะสนใจลูกทีหายไปเท่าไร เพราะเธอกำลังติดผู้ชายคนใหม่ คาโรลเป็นสาวเสิร์ฟในร้านอาหาร เธอมีเสน่ห์ยวนยั่วทั้งลูกค้าและเจ้าของร้าน พอลูกหายเธอปล่อยให้หายไป 2 วันก่อนค่อยแจ้งตำรวจ พอเรื่องดำเนินไป คนดูก็ไม่ค่อยจะรู้สึกอีนี่มันจะห่วงใยลูกอะไร เธอพูดว่าบางทีเด็กมันอาจไปเจอบ้านหลังใหม่ ครอบครัวใหม่ที่เลี้ยงได้ดีกว่าเธอ

และหนังยังมีตัวละครอีกมากมายตามมาเป็นขบวน ฟรองส์ซัว ผู้ชายคนล่าสุดและกำลังจะกลายเป็นอดีตของคาโรล เขาเป็นชายผิวดำที่ดูจะดูแลลูกของคาโรล ดีกว่าแม่แท้จะดูแลเสียอีก พอเด็กหายไปเขากลับกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตาตำรวจ แต่ตัวเขากลับสงสัย อเล็กซ์ ผู้ชายในอดีตของคาโรล ซึ่งน่าจะเป็นพ่อของโฌเซ่ได้ แต่อเล็กซ์เป็นผู้ชายกะล่อนที่นิยมปอกลอกสาวแก่แม่ม่าย เขาวางแผนจะขายคฤหาสน์หลังงามของสตรีกลางคนขณะที่หล่อนไปเที่ยวต่างเมือง นอกนั้นยัง เอดูดาร์ด สามีเก่าของเบ็ตตี้ที่อิจฉาความสำเร็จในการเป็นนักเขียนของเธอ เขาพยายามหาทางกลับมาคืนดีกับเบ็ตตี้ แต่พอหล่อนปฏิเสธ เขาจึงกลับลำโดยการแบล็กเมล์จะแจ้งความว่าเธอขโมยเด็กมา แต่เขาก็ยื่นข้อเสนอว่าเขาจะติดต่อคาโรลเพื่อขอซื้อตัวเด็กมา แล้วให้เบ็ตตี้กลับไปอยู่กับเขา

หนังจบแฮ็ปปี้เอ็นดิ้งอย่างเหลือเชื่อ แต่ไม่ถึงขั้นไม่สมจริงหรือไม่น่าเชื่อถือ เบ็ตตี้พาโฌเซ่ไปเลี้ยงเองโดยสมบูรณ์เธอย้ายไปอยู่ที่สิงคโปร์แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ ส่วนคาโรลขณะที่กำลังติดต่อซื้อขายเด็กกับเอดูดาร์ดกลับถูกยิงตายทั้งคู่ด้วยกระสุนของเจ้าของร้านอาหารที่คาโรลเป็นสาวเสิร์ฟด้วยว่าเขาหึงหวงและโกรธแค้นที่ไม่ได้คาโรลมาครอบครอง

ตัวละครอื่น ๆ แต่ละตัวก็มีบทสรุป อเล็กซ์โดนตำรวจจับที่สนามบินขณะกำลังนำเงินที่ได้จากการขายบ้านหนีไปต่างประเทศ ที่ตลกคือตำรวจไม่ได้จับเพราะเขาแอบขายบ้าน แต่เพราะเข้าใจว่าเขาเป็นคนลักพาตัวเด็กไป ฟรองส์ซัวพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัย ส่วนมารโก้นั้นลืมไปแม้กระทั่งว่าลูกของเบ็ตตี้ตายไปแล้ว

หนังให้ภาพแม่ในเรื่อง 2 แบบ คือแม่ที่เลว และแม่ที่ดี

แม่ที่เลวคือแบบไหน ในเรื่องคงจะเป็นมาร์โก้ แม่ที่เอากรรไกรแทงลูกตัวเอง (แม่แบบนี้ไม่มีวันเป็นแม่ที่ดี) แม้เธอจะอ้างว่าเธอควบคุมตัวเองไม่ได้ เป็นเพราะความไม่ปกติในร่างกายตัวเอง จากตรงนี้เราก็สรุปได้ว่าคนบางคนไม่สมควรเกิดมาเป็นแม่ตั้งแต่แรกเนื่องด้วยร่างกายไม่อำนวย (แม้ว่าเธอจะตั้งครรภ์ได้ แต่ก็เลี้ยงลูกให้ดีไม่ได้)

คาโรลก็น่าจัดอยู่ในแม่ผู้บกพร่อง ในฉากหนึ่งเบ็ตตี้กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ โฌเซ่ เธอสังเกตเห็นแผลฟกช้ำตามเนื้อตัวของเด็ก เธอสงสัยคลางแคลงใจ โดยหนังตั้งใจให้คนดูคิดว่ารอยแผลพวกนี้น่าจะเกิดจากคาโรล ถึงแม้หนังจะไม่มีฉากทำร้ายร่างกายให้เห็นชัด ๆ แต่หนังก็แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่สนใจลูกแค่ไหน หล่อนห่วงไปเที่ยวผับมากจนลืมเลี้ยงลูก อีกทั้งเมื่อเบ็ตตี้พบโฌเซ่ครั้งแรก มือของเด็กมีผ้าพันแผลอยู่ ซ่งก็เป็นการเปรียบกับแผลเป็นที่มือของเบ็ตตี้เอง มันทำให้เธอระลึกได้ว่าแม่ทำร้ายเธออย่างไรตอนเด็ก ดังนั้นเด็กคนนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกทำร้ายอีกเมื่อส่งเขากลับไปอยู่กับแม่แท้ ๆ

ถ้าเราลองวิเคราะห์หนังเรื่องนี้แบบนวประวัติศาสตร์นิยม (new historicicsm) เพื่อมองหาความคิด วาทกรรม บางประการที่ไหลเวียนอยู่ในหนัง เราจะพบแนวคิดแบบเสรีนิยมในเนื้อหา ในตอนจบเราคนดูรู้สึกโล่งใจและพึงใจที่เห็นเบ็ตตี้สามารถเลี้ยงโฌเซ่ได้โดยไม่มีเหตุใดมาเป็นอุปสรรคขวางกั้น เรารู้สึกยินดีที่เบ็ตตี้เป็นคนได้เด็กไปเลี้ยงแทนคาโรล เพราะเราเองก็รู้สึกว่าเบ็ตตี้น่าจะเป็นแม่ที่ดีกว่า

หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในสังคมร่วมสมัย ความคิดแบบเสรีนิยมแทรกซึมอยู่ในหลายส่วนประกอบของสังคม ถ้าเป็นในนวนิยาย วรรณกรรม สมัยสังคมระบอบศักดินาเรื่องทำนองนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะในสังคมสมัยก่อนมีกรอบความคิดเกี่ยวกับชาติกำเนิดเป็นสำคัญ แม่-ลูกสืบสายโลหิตย่อมเป็นที่ปรารถนามากว่าแม่บุญธรรม-บุตรอุปการะ ทัศนคติของระบอบศักดินาคือความดีของคนไม่ได้อยู่ที่การกระทำเท่ากับชาติกำเนิด เมื่อคราวบรรดาชนชั้นกลางขึ้นมามีอำนาจในสังคม และชนชั้นสูงถูกลดทอนความสำคัญลงไป ชนชั้นกลางถือคติที่ว่าการกระทำย่อมสำคัญกว่าชาติกำเนิด เราเป็นใครไม่สำคัญเท่ากับเราทำอะไร (แล้ววาทกรรมแบบนี้ก็กลายเป็นที่ยอมรับกันส่วนใหญ่ในสังคม) เพราะชนชั้นกลางส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าวานิชที่ไม่ได้มาจากสังคมชั้นสูงหรือมีชาติกำเนิดสวยหรูอะไรแต่เป็นเพียงสามัญชนทั่วไป พวกเขาจึงแพร่ทัศนคติความดีของคนอยู่ที่การกระทำ (ค้าขาย) มากกว่าชาติกำเนิด (วงศ์ตระกูล) ในสังคมปัจจุบันค่าของคนเลยอยู่ที่ ผลของงานเราสามารถเลื่อนระดับฐานะทางสังคมด้วยความก้านหน้าของการงานอาชีพ (รายได้ เงินตรา)

แนวคิดแบบนวประวัติศาสตร์เชื่อว่าเราสามารถมองหาค่านิยมของสังคมผ่านตัว text ได้ โดยตัว text อาจจะปิดบังอำพางแอบซ่อนอย่างแยบยลจนแม้แต่ผู้ประพันธ์เองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่างานของตนสะท้อนแนวคิดวาทกรรททางสังคมแบบใด เช่นเมื่อสมัยช่วงรอยต่อของการล่มสลายระบบศักดินาและการก้าวเข้ามาของชนชั้นกลางในสังคมไทย ความคิดแบบชนชั้นสูงกำลังเสื่อมถอยแต่ก็ยังปรากฏอยู่ให้เห็นบ้างประปราย ในงานอย่าง ผู้ดีของดอกไม้สด ดอกไม้สดเป็นนามปากกาของ หม่อมหลวงบุปผา (กุญชร) นิมมานเหมินท์ ในนวนิยายตั้งคำถามต่อความเป็นผู้ดีของมนุษย์ว่าอยู่ที่ตรงไหน แค่ชาติกำเนิดหรือการกระทำ ถ้าเราเกิดในสังคมชั้นสูงแล้วแต่ขาดไร้มารยาท จิตใจเต็มไปด้วยความโลภ อย่างนี้เราจะจัดเป็นผู้ดีไหม จะเห็นว่าตัวนวนิยายดูจะสนับสนุนความคิดแบบเสรีนิยม แต่ขณะเดียวกันตอนจบนางเอกที่มาจากชนชั้นล่างกลับกลายเป็นว่า (ถูกพบความจริง) เป็นทายาทขุนนางชนชั้นสูง สรุปคือถึงแม้นอกจากจะมีมารยาทงามคุณธรรมเด่นแล้วความเป็นผู้ดีก็ต้องมาจากชาติกำเนิดบ้าง

และ บ้านทรายทองของ ก.สุรางคนางค์ พจมาน สว่างวงศ์มักถูกตีความว่าเป็นชนชั้นกลางที่ลุกขึ้นมายึดบ้านทรายทอง แต่การที่หล่อนได้บ้านทรายทองมานั้นไม่ใช่เพราะหล่อนทำงานหาเงินซื้อมา (ที่จริงเราไม่เคยเห็นหล่อนทำอะไร) แต่กลับกลายเป็นว่าหล่อนเป็นทายาทเจ้าคุณปู่ สรุปคือหล่อนได้ดีก็เพราะหล่อนมีชาติตระกูล

จะเห็นได้จากตัวอย่างวรรณกรรมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัยทั้ง 2 เรื่องว่ากรอบความคิด วาทกรรมทางสังคมมีผลในการสร้างความสมเหตุสมผลของ text โดยตัว text เองก็พยายามปิดบังอำพรางร่องรอยจุดด่างออกไปให้ตัวมันดูเป็นธรรมชาติที่สุด

ในหนังเรื่อง Betty Fisher สะท้อนวาทกรรมในปัจจุบันที่เชื่อในเสรีนิยมอย่างเต็มที่ ต่อให้เบ็ตตี้ไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของโฌเซ่ แต่เธอก็สามารถเอาเด็กไปเลี้ยงได้เองอย่างหลุดรอดปลอดภัยจากกฎหมาย และก็ไม่ได้สร้างความแคลงใจแก่คนดู กลับกันคนดูจะส่งเสริมเสียอีกเพราะหนังนำเสนอภาพเบ็ตตี้เป็นนักเขียนผู้ประสบความสำเร็จ เธอเป็นแม่ที่ดีมีเวลาเอาใจใส่ลูก (งานนักเขียนไม่มีกำหนดการเคร่งครัด) ขณะที่คาโรลแม่แท้ ๆ กลับมาจากชนชั้นล่างที่ทำงานไปแรดไป ดูไม่จริงจังและไม่มีเวลาให้ลูก เบ็ตตี้เสียอีกที่ดูจะเป็นแม่ที่ดี ในฉากที่เบ็ตตี้ตัดสินใจเลี้ยงโฌเซ่เป็นลูกตัวเอง เธอแกะผ้าพันแผลที่ห่อมือของเขาทิ้งไป ซึ่งเหมือนเป็นการลบทิ้งแม่ในอดีตของเขาให้หายไปด้วย

หนังยังพบแนวคิดแบบจักรวรรดินิยม เมื่อมองว่าเบ็ตตี้เป็นผู้หญิงชนชั้นกลางที่มา ลักโฌเซ่ ลูกของคาโรล ผู้มาจากชนชั้นล่าง เงื่อนไขที่สร้างความชอบธรรมก็ได้แก่ การที่เบ็ตตี้เชื่อว่าเด็กอยู่กับเธอย่อมถูกต้องกว่าเพราะเธอจะเลี้ยงโฌเซ่ได้ดีกว่าเหมาะสมกว่าแม่แท้ ๆ ของโฌเซ่ เหมือนการที่บรรดานายทุนจากทุนนิยมเข้าไปกอบโกยทรัพยากรจากพื้นที่ที่ดินของชนชั้นล่าง โดยอ้างสิทฺธิในการ พัฒนาศักยภาพทรัพยากรนั้นให้ไปถึงที่สุด ปล่อยให้ทรัพยากรอยู่กับชาวบ้านที่ไม่ประสีประสาทิ้ง ๆ ขวาง ๆ รั้งแต่จะเป็นการเสียผลประโยชน์ คนที่ฉลาดเหมาะสมอย่างบรรดานายทุนจึงมีสิทธิที่จะเข้ามาจัดการทรัพยากรเหล่านั้น

หนังสร้างความชอบธรรมของการลักเด็กคนอื่นมาเลี้ยงผ่านขั้วตรงข้ามทางชนชั้น เบ็ตตี้มาจากชนชั้นที่สูงกว่าคาโรล การงานก็ดีกว่า อยู่ในบ้านที่สะดวกสบายกว่าคาโรล งานของเธอก็มีเวลาอิสระ ส่วนคาโรลกลับถูกรัดรังด้วยพันธะการงาน ลูกก็ต้องไปฝากคนอื่นเลี้ยง พอว่างงานที่ก็อยากปลดปล่อยความเครียดขึ้งโดยการไปเที่ยวผับ จริง ๆแล้วเราจะพบว่าตัวละครคาโรลไม่ได้เป็นมนุษย์ที่เลวร้ายนัก เธอรู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าเธอเป็นแม่ที่เลว และจะดีใจถ้าหากลูกตัวเองไปอยู่กับคนอื่นที่ดีกว่าเธอ ส่วนหนึ่งก็เพราะฐานะของเธอที่ไม่สามารถให้การเลี้ยงดูที่ดีที่สุดแก่ลูกได้ เบ็ตตี้ ดูเป็นแม่ที่ดีกว่า ด้วยฐานะที่ดีกว่าเธอมีเวลาว่างอิสระไม่ต้องถูกถ่วงทับด้วยตารางเวลา เธอไม่ต้องไปเที่ยวผับเวลาว่างเพื่อผ่อนคลาย เพราะจริง ๆ เธอก็ว่างตลอดเวลา และยังมีเงินใช้จ่ายตลอดเวลา คาโรลเสียอีกที่ดูลำบากตรากตรำ ซ้ำหนังยังเพิ่มรายละเอียดที่ทำให้ตัวเธอดูเลวร้ายเข้าไปด้วยการให้เธอมีนิสัยชอบลักขโมยของตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งยิ่งเน้นย้ำว่าเธอไม่พร้อมที่จะไปดูแลคนอื่นจริง ๆ

บรรดา text ต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่หยิบยืมจับนำวาทกรรมที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่ในสังคมมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ตัวบท ทำให้ตัวบทสมเหตุสมผลต่อคนดูในสังคมนั้น ๆ ถ้าหนังเรื่องนี้ไปอยู่ในสังคมอีกแบบหนึ่ง เช่นสังคมที่ยังมีวาทกรรมจำพวก สายสัมพันธ์ทางสายเลือดของแม่-ลูกเป็นสิ่งที่ตัดไม่ขาด ตัวละครอาจเปลี่ยนไปมาก เช่นตัวแม่ในเรื่องอาจเป็นชนชั้นล่างที่รักลูกมากมาย แต่โชคชะตาเล่นตลกให้ต้องเสียลูกไปให้เศรษฐีนีเลี้ยงเด็กที่สามารถเลี้ยงลูกอย่างดีมีความสุข แต่สุดท้ายเธอก็มานะพยายามต่อสู้เพื่อแย่งสิทธิในการเลี้ยงลูกคืนมา และพิสูจน์ให้ทุกคนในเรื่อง(และคนดู)เห็นกันไปเลยว่าสายโลหิตแม่-ลูกมันทรงค่าจนตัดกันไม่ขาด

แต่เผอิญ Betty Fisher ไม่ได้ผูกเรื่องขึ้นมาจากวาทกรรมแบบนั้น สายโลหิตในเรื่องจึงเปราะบางยิ่งกว่าสายสัมพันธ์การเงิน

ส่วนหนังอีกเรื่องคงไม่เขียนถึงเพราะยากไป 55 (หนังรุยซ์ไม่ใช่ของง่ายในการเขียนอยู่แล้ว)

หนังมีเนื้อเรื่องที่พิศวงงงงวยมาก (ตามประสาหนังรุยซ์ทุกเรื่อง) คือแอเรียน (อิซซาเบล ฮุปแปร์ต สุดยอดอีกแล้ว) เป็นแม่ของเด็กชาย คามิลล์ วัย 9 ขวบ ในวันเกิดของเด็กชายคามิลล์ จู่ ๆ เด็กก็หายไปแล้วกลับมาบอกแอเรียนว่า คุณไม่ใช่แม่ผม ซึ่งแอเรียนก็งงว่าลูกตูเป็นอะไร แล้วคามิลล์ก็ยืนยันว่าแอเรียนไม่ใช่แม่มัน และมันไม่ได้ชื่อคามิลล์แต่ชื่อพอล แล้วมันจะกลับบ้านไปหาแม่มันที่แท้จริง ว่าแล้วเด็กมันก็พาแอเรียนไปบ้านหลังนึงมีผู้หญิงอีกคน อิซาเบล (ฌาน บาลิบาร์ ดาราสาวหน้าเก๋) ซึ่งคามิลล์อ้างว่าเป็นแม่ตัวจริง ส่วนอีตัวผู้หญิงก็บอกว่าเธอเคยมีลูกชายชื่อพอล ซึ่งจมน้ำตายไป 2 ปีก่อน แต่พอเห็นคามิลล์เธอมั่นใจว่านี่เป็นพอลกลับมาเกิดแน่ ๆ แล้วพอล(หรือคามิลล์)กับอิซาเบลก็ดูสนิทกันเหมือนว่าเป็นแม่-ลูกกันจริง ๆ ทำให้แอเรียนหวาดกลัวว่าต้องเสียลูกไป

เหวอได้ใจมาก ๆ สนุกนะ ควรหามาดู

edit @ 14 Oct 2007 22:44:16 by สมเสร็จที่บางแค

Comment

Comment:

Tweet


yes thats a grate idea i will try this . i will reply you after try keep working good job thanks"
#11 by cliquez ici (103.7.57.18|114.129.8.6) At 2012-09-03 12:36,
Very often to get your dotoral degree you must purchase dissertation international just about this topic and <a href="http://topthesis.com">dissertation</a>.
#10 by TalleyTabitha22 (::|31.184.238.21) At 2012-06-26 14:43,
I have been visiting for my Book Report help Research.I Various blogs have found your blog to be quite Useful.
#9 by seo services (182.177.227.152) At 2012-02-21 12:16,
อ่า ดีจังๆ ตอนมันเตือนคงหลอนจริงๆน่ะเเหละ
ข่าวประเทศอื่นก็ประโคมซะ โดนเฉพาะไทย
#8 by airport transportations in San Jose (175.110.69.241) At 2012-02-15 01:35,
Definitely, what a fantastic site and illuminating posts, I surely will bookmark your site.All the Best!
#7 by condos in hyde park (175.110.72.125) At 2012-01-30 20:43,
Great job on this
#6 by makeityourring diamond engagement rings (223.255.226.154) At 2011-11-15 23:59,
ฉันรักเด็กเกินไปและสิ่งนี้ทำให้สำหรับภาพยนตร์ที่ดี
#5 by acheter lasix (95.172.4.138) At 2011-11-09 05:06,
Prom Dresses: Find Online fashionable prom dresses, 2011 Prom Dresses, prom gown, cheap prom dresses
bridesmaid dresses, bridesmaid gowns, cheap bridesmaid
#4 by cosplay (114.222.169.246) At 2010-11-06 10:27,
#3 by พงศกร บุตรตนัย (125.26.58.245) At 2010-03-25 15:35,
ย่อลงหน่อยได้ไหม
#2 by คนดี (222.123.42.100) At 2008-11-09 12:01,
น่าสนใจทั้งสองเรื่องเลย
#1 by พ. At 2008-01-14 20:27,