2007/Oct/07

THE WORLD

คนคนละสมัยบนโลกหลังสมัยใหม่

 


 

ในฉากจบของหนังเรื่อง The World ตัวละครหลักสองตัว เถาและไถ้เชิงเป็นคู่รักกันพวกเขาทั้งคู่นอนสิ้นลมหายใจเคียงข้างกัน ภาพในหนังมืดหายไป เสียงของไถ้เชิงพูดขึ้น นี่เราตายแล้วเหรอ ยัง เถาตอบ มันเพิ่งจะเริ่มต้น

บางสิ่งกำลังเริ่มต้นขึ้น ขณะที่อีกสิ่งกำลังจบลง เราขอแยกแยะสิ่งสองสิ่งนี้ออกเป็น โลกและ คน

โลก

ฌอง โบดริญาร์ด ปราชญ์ชาวฝรั่งเศสผู้มีบทบาทสำคัญต่อกระแสองค์ความรู้หลังสมัยใหม่ได้เคยเขียนถึงการปรากฏขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า hyperreality หรือความจริงเสียยิ่งกว่าจริงในโลกร่วมสมัย ซึ่งเขาได้ยกตัวอย่างว่าสถานที่ที่ประกอบด้วย hyperreality อย่างเหลือล้นมากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกคือ Disney Land

เมื่อปี 2004 เจียจางเคอะทำหนังเรื่อง The World ว่าด้วยเรื่องราวของชีวิตพนักงานของธีมปาร์ค The World ปาร์คที่รวบรวมสถานที่สำคัญต่าง ๆ บนโลกเช่น หอไอเฟล พิระมิด เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดถูกนำมาไว้ในขอบรั้วเดียวกันพร้อมสโลแกนที่ว่า เห็นโลกทั้งใบ โดยไม่ต้องออกจากปักกิ่ง!’, ‘ให้เวลาเราหนึ่งวัน แล้วเราจะพาคุณไปเห็นทั้งโลก

คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงถ้าจะเขียนลงไปว่า The World ของ เจี่ยจางเคอะ ก็คือ Disney Land ของโบดริญาร์ด

ในทัศนะของโบดริญาร์ดโลกของเราในปัจจุบันท้วมท้นไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า simulation หรือ ภาพจำลองภาพเสมือน ซึ่ง ตัวเขานั้นได้แบ่งระดับ simulation ออกเป็น 3 ระดับคือ

- ระดับที่หนึ่ง ภาพจำลองที่เราดูออกเลยว่าเป็นของปลอม เช่น ภาพขีดเขียน ภาพการ์ตูน สมมุติเราวาดภาพแมวขึ้นมาหนึ่งตัวด้วยฝีมือระดับเด็กอนุบาล เมื่อใครมาเห็นเขาก็ย่อมรู้ว่านี่คือแมวก็จริงแต่เป็นแมวปลอม ๆ

- ระดับที่สอง ภาพจำลองที่เราแยกแยะไม่ออกว่าจริงหรือปลอม เช่นของปลอมแปลงทั้งหลาย ภาพถ่ายที่เหมือนจริงมาก สัตว์สต๊าฟฟ์เช่น หุ่นแมวปลอมที่ทำได้เหมือนทุกรายละเอียดจนเราไม่แน่ใจว่ามันจริงหรือไม่

- ระดับที่สามและเป็นระดับสูงสุดซึ่งโบดริญาร์ดมองว่า hyperreality มาจากภาพจำลองระดับนี้ นั่นคือ ภาพจำลองที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความจริง มันไม่จำเป็นต้องใช้ความจริงมาอ้างอิงในตัวตนของมัน มันเป็นตัวของมันเองโดยสมบูรณ์ เช่น เราไปเจอตุ๊กตาเฮลโล่คิตตี้ เราจะไม่มาบอกว่าคิตตี้คือแมวปลอม คิตตี้ก็คือคิตตี้ไม่ใช่แมวปลอม ถึงแม้มันจะไม่มีอะไรใกล้เคียงกับแมวในความเป็นจริงเลย แต่เราก็ยอมรับว่าคิตตี้มีตัวตนอยู่จริง ถึงแม้มันจะไม่เคยมีอยู่เลยในความเป็นจริง

ในธีมปาร์ค The World เต็มไปด้วยภาพจำลองมากมายเต็มไปหมด สิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นล้วนลอกแบบมาจากของจริงที่มีอยู่โดยย่อขนาดลง แต่ขณะเดียวกันมันก็สร้างความจริงของมันเองโดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจความเป็นจริง เช่น เมื่อตัวละครตัวหนึ่งเห็นหอไอเฟลจำลองแล้วพูดขึ้นว่าเหมือนของจริงเลย แต่พอเขาถูกถามว่าเคยไปฝรั่งเศสมาจริง ๆ เหรอ เขากลับตอบว่า ไม่ หรือเมื่อตัวละครตัวหนึ่งอาสาพาญาติที่มาเยี่ยมเที่ยวชมปาร์คโดยตนทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์แนะนำสถานที่ต่าง ๆ ให้ญาติฟัง ตัวญาติกลับตอบว่าเขารู้จักสถานที่พวกนี้หมดแล้วเพราะเคยเห็นในหนัง เป็นต้น

ไป ๆ มา ๆ ความสมจริงของสิ่งเลียนแบบที่ทำให้คนมาเยี่ยมชมเชื่อไม่ได้มาจากการเปรียบเทียบมันกับความเป็นจริง แต่เกิดจากการเปรียบเทียบมันกับ ภาพจำลองอื่น ๆ (ในหนัง, ภาพถ่ายตามนิตยสารหนังสือ) ภาพจำลองในปัจจุบันจะเหมือนจริงไม่ใช่เพราะมันเหมือนกับ ของจริงคนในโลกหลังสมัยใหม่พร้อมที่จะเชื่อในภาพสมมุติว่าเป็นความจริงได้โดยไม่ต้องเห็นของจริง

ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคนในโลกร่วมสมัยลุ่มหลงในภาพเสมือนเช่น ในธีมปาร์คนักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูปกับหอเอนปิซ่า โดยวางท่าทางเหมือนตัวเองกำลังดันหอเอนปิซ่าไม่ให้เอียงกะเทเร่ เมื่อภาพถ่ายออกมาเป็นภาพนิ่ง จากการวางตำแหน่งของคนและหอคอยในภาพก็สามารถทำให้เรามองเห็นเป็นว่าคนในภาพกำลังผลักหอเอนปิซ่าจริง ๆ หรือเมื่อตัวละครเอกสองตนไปถ่ายภาพพรมวิเศษเหาะเหินเหนือหอไอเฟล ซึ่งเป็นการถ่ายบนบลูสกรีน วิธีคือคนที่มาถ่ายจะนั่งอยู่บนพรมหน้าบลูสกรีนแล้วนำไปตัดต่อเข้ากับฉากหลังที่เป็นภาพหอไอเฟล แล้วเราจะได้ภาพคนนั่งพรมเหาะขึ้นหอไอเฟล จริงอยู่ว่าเราดูก็รู้ว่ามันเป็นของปลอม แต่ฉากนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างภาพเสมือนที่สมจริงขึ้นมาได้เพียงไร ในฉากหนึ่งตัวละครดูภาพถ่ายชายจีนคนหนึ่งที่ถ่ายในฝรั่งเศส เขาเปรยว่าผู้ชายในภาพยังหนุ่มอยู่เลย ตัวละครหญิงอีกตัวซึ่งเป็นภรรยาของชายในภาพจึงบอกเขาว่าภาพนี้ถ่ายเมื่อสิบปีก่อน จากจุดนี้ยิ่งชี้ให้เราเห็นถึงมายาของภาพเสมือนที่สามารถลวงเราได้เสมอ เราเห็นภาพถ่ายและเชื่อว่าชายคนนี้ยังหนุ่มแน่น เราพร้อมที่จะเชื่อโดยไม่จำเป็นต้องตรึกตรองหรือตั้งคำถาม ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นที่เห็นในภาพ และมันยังทำให้เราเกิดข้อสงสัยอีกว่าถ้าชายคนนี้ไม่ได้หนุ่มอย่างที่เห็นในภาพก็อาจเป็นไปได้ด้วยว่าฉากหลังที่เห็นอาจไม่ใช่ฝรั่งเศสแต่อาจเป็นที่อื่นก็เป็นได้ แต่เพราะตัวละครมีภาพถ่ายที่ว่าเขาอยู่ในฝรั่งเศส ตัวละครจึงเชื่อว่าเขาอยู่ฝรั่งเศส

หรือถ้าจะมองให้เห็นภาพโดยง่าย แม้แต่เครื่องแต่งกายนานาชาติในธีมปาร์คก็สะท้อนเอาลักษณะไม่ยึดถือในความจริงมาใช้ เครื่องแต่งกายไม่ว่าจะเป็นสาหรี่ของอินเดีย กิโมโนของญี่ปุ่น หรือชุดกระโปรงสุ่มแบบฝรั่งเศส เราสามารถบอกได้เต็มเต็มคำหรือไม่ว่าชุดเหล่านั้นอ้างอิงความจริง จริงอยู่ที่มันมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับของจริง แต่เมื่อพินิจรายละเอียดแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น ชุดเหล่านั้นถูกออกแบบมาให้ใช้โดยไม่คำนึงถึงจุดประสงค์ดั้งเดิมของตัวชุด เครื่องแต่งกายต่าง ๆ ในปาร์ค ออกแบบมาเพื่อใช้โชว์สร้างความตระการตา ลักษณะการโชว์ที่มีความเป็นจับฉ่าย (pastiche) หรือการลอกแบบนำเอารูปแบบสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่จับมารวมกันโดยที่ไม่คำนึงถึงบริบทเดิมของสิ่งนั้น ๆ ในฉากเปิดเรื่องเราเห็นบรรดานักเต้นหญิงสาวในชุดหลากชาติหลากยุคขึ้นมาบนเวทีเต้นพร้อม ๆ กัน ด้วยท่าเต้นที่เหมือนกัน ชุดแต่ละชุดถูกลดความสำคัญเหลือแค่ตัวแทนของแต่ละชาติ มันถอนทำลายทิ้งทั้งคุณค่าเดิม ๆ ของมัน (เช่นชุดกิโมโนในญี่ปุ่นใช้เพื่องานพิธีการสำคัญ ๆ) หรือความสำคัญทางประวัติศาสตร์ (ชุดงานเต้นรำของฝรั่งเศสถูกทำให้กลายเป็นเพียงชุดกระโปรงที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามาจากยุคใดสมัยไหน) หรือแม้แต่ตัวปาร์คเองก็สามารถมองว่าเป็น pastiche รูปแบบหนึ่งเมื่อนำเอาสถานที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ในแต่ละชาติแต่ละสมัยมารวม ๆ กัน โดยไม่เหลือเค้าความสำคัญใด ๆ ให้จับต้องได้

ในหนังยังสะท้อนลักษณะการมองสิ่งต่าง ๆ อย่างตื้นเขินของโลกหลังสมัยใหม่ ตั้งแต่การที่ธีมปาร์คเสนอว่าตัวมันคือโลกทั้งใบ ซึ่งวิธีการคือย่อโลกลงไปในปาร์ค นั่นคือการนำเอาสถานที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ บนโลกมาใส่ไว้บริเวณเดียวกัน ซึ่งสถานที่สำคัญ ๆ ต่างเป็นเหมือนตัวแทนของแต่ละประเทศในแต่ละทวีป เป็นผลให้พีระมิดสามารถนำมาแทนอิยิปต์ทั้งประเทศ ทัชมาฮาลเป็นตัวแทนของอินเดียทั้งประเทศ แต่ละประเทศบนโลกถูกรวบรัดลงมาเหลือเพียงสถานที่ดัง ๆ ไม่กี่แห่ง ในฉากหนึ่งตัวละครหญิง ซุน กล่าวว่าเธออยากไปหาสามีที่ฝรั่งเศส ตัวละครอีกตัว ไถ้เชิง หยอกเล่นว่าทำไมไม่มาอยู่ที่ The World เลยล่ะ ที่นั้นมีทั้งหอไอเฟล ประตูชัย นอเตรอ ดาม อยู่ที่นี้ก็เหมือนอยู่ฝรั่งเศส ซุนตอกกลับว่าถึงแม้ The World จะมีหลายสถานที่ในฝรั่งเศสก็จริง แต่ก็ไม่มีที่ที่สามีเธออยู่ ซึ่งคือเมืองเบลวิลล์ ไถ้เชิงซึ่งเป็นพนักงานใน The World กลับไม่รู้จักเบลวิลล์

จากฉากที่กล่าวมาข้างตันทำให้เราตระหนักได้ว่าแม้จะมีความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยย่อโลกทั้งใบให้เราได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วโลกที่เราเห็นไม่ได้กว้าง แต่มันกลับแคบกว่าโลกที่แท้จริงมากนัก เรารู้จักประเทศต่าง ๆ ผ่านภาพเสมือนที่ถูกคัดสรรแยกแยะมาแล้ว และเราก็เชื่อโดยดุษณีว่านี่คือประเทศทั้งประเทศ ทั้งที่จริง ๆ มันเป็นแค่ส่วนหนี่งเท่านั้น

เราสามารถเห็นโลกกว้างได้โดยไม่ต้องไปไหนไกลเกินชายคาบ้านตัวเองความจริงแล้วคือเราไม่เคยออกไปไหนเกินชายคาบ้านตัวเอง เช่นที่ เถา นางเอกของเรื่องกล่าวว่าจริง ๆ แล้วหล่อนไม่เคยขึ้นเครื่องบินและ ไม่เคยรู้จักใครที่เคยขึ้นเครื่องบิน

เฟดเดอริก เจมส์สัน นักวิชาการชาวอเมริกันเคยยกตัวอย่างเกี่ยวกับสุนทีรยะของโลกหลังสมัยใหม่ โดยการนำเอาภาพเขียนของแวนโก๊ะห์มาเปรียบเทียบกับงานป็อปอาร์ตของแอนดี้ วอร์ฮอล ในภาพเขียน รองเท้าชาวนา ของแวนโก๊ะห์ เจมส์สันชื่นชมภาพว่ามันเป็นภาพที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์หลังผืนผ้า