2007/Apr/09

3-Iron

เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล

อาจารย์ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ได้เคยเขียนถึงงานเขียนแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ไว้ว่า หัวใจสำคัญของวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์นั้นคือ การที่โลก 2 ประเภทคือ โลกแห่งความจริง และโลกแห่งความมหัศจรรย์ดำรงอยู่คู่กัน และดำเนินไปภายใต้ตรรกะชุดเดียวกัน จนในที่สุดเราไม่สามารถจะจำแนกได้ว่าอะไรคือความจริง และอะไรคือความมหัศจรรย์ วรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์คือการวิพากษ์อุดมการณ์แบบกระฎุมพีที่แฝงอยู่ในวรรณกรรมสัจนิยม และปฏิเสธโลกทัศน์แบบฝันเฟื่องที่มากับตำนานพื้นบ้าน

3-iron เล่าเรื่องของแท ซุก ชายหนุ่มแปลกหน้าที่ควบขับมอเตอร์ไซค์เรือนงามเข้าแวะบ้านหลังโน้นหลังนี้พร้อมทิ้งใบปลิวไว้ก่อนจะกลับมาตรวจว่ามีใครเก็บใบปลิวไปหรือไม่ ถ้าไม่แสดงว่าบ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่ แล้วเขาก็จะงัดเข้าไปในบ้านเพื่อหาอาหาร ใช้ห้องนอนนอนหลับพักผ่อน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็จะช่วยซ่อมแซมเครื่องเรือนในบ้านที่สึกหรอให้กลับมาใช้งานได้เช่นเดิมเช่น นาฬิกาเอย วิทยุเอย วันหนึ่งเขาแอบเข้าไปในบ้านหลังหรูพบกับหญิงสาวที่ถูกสามีทารุณ เขาได้พาเธอหนีออกไปจากบ้านของสามีใจโหด ไปค้างแรมตามบ้านที่ว่างเปล่าหลังโน้นหลังนี้...

ในบทวิเคราะห์วิจารณ์หลายชิ้นมักตีความว่า แท ซุกคือภาพแทนของความฝันในเรื่อง เขาเป็นตัวละครที่มีความมหัศจรรย์อยู่เปี่ยมล้น เขาใช้ชีวิตอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ทางสังคม ยิ่งตอนท้ายเรื่องเขาได้ฝึกวิทยายุทธ์จนถึงขั้นสามารถ หายตัว ได้ ในขณะที่ชุน ฮวาหญิงสาวในเรื่องเป็นภาพแทนของปัจเจกชนที่ต้องเลือกจะใช้ชีวิตอยู่ระหว่างความจริง (ผัวไม่หล่อ ใจโหดเหี้ยม) กับความฝัน (ชายหนุ่มหน้ามน ผู้อ่อนโยน) แล้วในตอนท้ายหนังจึงสรุปด้วยฉากจบตราชั่ง 0 กิโลฯ อันลือลั่นพร้อมประโยคที่ว่า

Its hard to tell that the world we live in is either a reality or a dream

Where the truth lies?

คนเรามักยิ้มเวลาถ่ายรูป ถ้าไม่ยิ้มก็มักจะโพสจัดท่าทางให้รูปออกมาดูสวย เปี่ยมไปด้วยสุนทรียะ และปกติคนเรามักจะนำรูปที่ถ่ายออกมา สวย ๆ เหล่านั้นมาวางประดับแขวนโชว์ไว้ในบ้าน เช่น ภาพถ่ายครอบครัว ภาพถ่ายวันแต่งงาน ภายในรูปทุกคนดูยิ้มแย้มและมีความสุข...

ในบ้านที่รายล้อมไปด้วยรูปภาพ-ความจริงเสมือน เรามีรูปถ่ายครอบครัวแสดงความรักใคร่กลมเกลียวกันของคนในบ้าน ภาพถ่ายบรรจงจัดแสงจัดตำแหน่ง (คุณพ่อนั่ง คุณแม่ยืน คุณลูกนั่งตักพ่อ) ให้ภาพที่ได้ดูเต็มไปด้วยความสุข ทั้งที่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น บ้านที่มีรูปภาพสมาชิกครอบครัวถ่ายรูปด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม แต่ในความจริงทั้งสามีและภรรยาต่างใช้อีกฝ่ายเป็นที่ระบายอารมณ์หงุดหงิด หรืออีกบ้านที่เป็นคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวถ่ายภาพคู่แต่งงานดวงหน้าชื่นมื่น แต่แท้จริงแล้วฝ่ายหญิงกำลังเคลือบแคลงว่าฝ่ายชายอาจมีหญิงอื่น หรือภาพถ่ายของนางแบบสาวสวยตามหน้านิตยสาร เธอมีร่างกายที่สวยงามและใบหน้าที่เพริดพริ้งแต่แท้จริงแล้วเธอเป็นเมียที่ถูกผัวซ้อม

ลักษณะหนึ่งของวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์คือ การวิพากษ์วิจารณ์อุดมการณ์แบบกระฎุมพีที่แฝงอยู่ในวรรณกรรมสัจนิยม สัจนิยมมหัศจรรย์ไม่ได้ต่อต้านความจริง แต่มันมองหาความจริงในวิธีที่แตกต่างจากของสัจนิยม

ถ้าภาพถ่ายเหล่านั้นเปรียบเสมือนการพยายามนำเสนอความจริงในท่าทีของสัจนิยม 3-iron ก็คงกำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่มันเป็น ความจริง จริงหรือ ?

ต่อไปเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า แท ซุกเป็นเพียงความฝันหรือเรื่องแต่งเพียงหนึ่งเดียวในเรื่อง ในเมื่อในหนังเต็มไปด้วยรูปภาพซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนของฝัน เรื่องแต่ง (ครอบครัวที่อบอุ่น ชีวิตคู่ที่สวยงาม) ที่ตัวละครในเรื่องไขว่คว้า ซึ่งขัดแย้งกับความจริง (ผัวเมียละเหี่ยใจ ผัวนอกใจเมีย) ที่เป็นอยู่

เอาเข้าจริงแท ซุกอาจเป็น จริง เสียยิ่งกว่าบรรดาภาพถ่ายเหล่านั้น

ตัวละครแท ซุก ก็ได้รับการสร้างขึ้นมาได้อย่างน่าฉงน บางครั้งเราก็สงสัยว่าเขาอาจเป็นผีหรือวิญญาณ แต่เขาก็สามารถสวมใส่เสื้อผ้าของคนอื่น อาบน้ำ คนอื่นมองเห็นพูดคุยกับเขาได้ หรือพฤติกรรม ข้อเท็จจริงบางอย่างที่ดูขัดหลักตรรกะ เช่น ไม่มีบ้านอยู่แต่ทำไมมีมอเตอร์ไซค์ราคาแพง เหมือนไม่ใช่คนแต่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ดูไม่ใช่ผีแต่สามารถหายตัวได้ แถมตอนจบคนดูอาจงงงวยว่าเขาไปเอาไม้กอล์ฟมาจากไหน

ความกำกึ่งเยี่ยงนี้เป็นความน่าสนใจอย่างหนึ่ง เพราะคิม คี ดุ๊กเองก็ไม่ให้คำตอบชัดเจนกับตัวละคร เขาไม่ได้สร้างให้ตัวละครตัวนี้ให้จัดประเภทได้ทันที แท ซุกมีทั้งคุณลักษณะที่น่าจะเป็นไปได้ทั้งคนจริง ๆ (ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ มีประวัติเคยเรียนมหาวิทยาลัย) หรือเป็นจินตนาการ (ไม่มีใครเห็นในตอนจบของเรื่อง) พฤติกรรมการกระทำของเขาก็สามารถตีความหรือมองได้หลายทาง

คิม คี ดุ๊ก ผู้กำกับเลือกที่จะพัฒนาเนื้อเรื่องโดยใช้กลวิธีของสัจนิยมมหัศจรรย์ ในการนำความจริงกับความฝันเข้าซ้อนทับกันจนเหมือนอยู่ในโลกเดียวกันอย่างแยกไม่ออก หนังมักจะเน้นย้ำในจุดนี้ โดยการให้แท ซุกมีนิสัยชอบนำกล้องดิจิตัลของตนถ่ายรูปคู่กับภาพถ่ายเจ้าของบ้านที่ตนไปอาศัยอยู่ ภาพถ่ายเหล่านั้นก็เหมือนความจริงเสมือนที่ผ่านการคัดสรรจากเจ้าของบ้านว่าดูดี (ดังนั้นทุกคนในภาพจึงดูมีความสุข) หรือถ้ามองให้สุดขั้ว ภาพเหล่านั้นจะดูเป็น เรื่องแต่ง ไปเลยก็ได้ แท ซุกถ่ายภาพกับรูปถ่าย ชายหนุ่มคือสิ่งที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้และเป็นจริง ส่วนภาพถ่ายเป็นเศษเสี้ยวของประสบการณ์ที่ผ่านการปรุงแต่งมาและมีความไม่จริงอยู่ เมื่อจับมาอยู่บนภาพเดียวกันโลกจริงกับเรื่องแต่งจึงผสานกันลงตัว หนังทั้งเรื่องจึงเหมือนกับภาพถ่ายของแท ซุก ตรงที่มันมีทั้งสิ่งที่เป็น จริง และ แต่ง ฉายอยู่บนระนาบเดียวกัน

นอกจากนั้นหนังยังมีการใช้กระจกในการสื่อความหมายตรงจุดนี้ หนังชอบถ่ายฉากที่ตัวละครตัวหนึ่งเฝ้ามองตัวละครอีกตัวโดยมีกระจกใสกั้นระหว่างทั้งสองฝ่าย หนังจะถ่ายไปยังกระจกใสซึ่งจะเห็นทะลุไปยังตัวละครที่อยู่อีกฝั่ง ในขณะเดียวกันบนแผ่นกระจกก็ยังมีเงาสะท้อนของตัวละครอีกตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามฉายอยู่บนกระจกเช่นเดียวกัน ดังนั้นภาพที่ปรากฏในหนังจึงเป็นทั้งภาพของตัวละครจริง ๆ กับภาพสะท้อนของตัวละครอีกตัว ภาพในลักษณะนั้นทำให้คนดูไม่อาจแน่ใจได้ว่าอะไรกันแน่ที่เป็นภาพสะท้อน และอะไรที่เป็นภาพเหตุการณ์จริง

มีนักดูหนังบางคนติงว่าหนังเรื่องนี้ยังไม่มีกลิ่นอายของความเป็น magical realism ที่มากพอ นั้นก็คงเพราะพวกเขานำหนังเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับวรรณกรรมหรือหนังสัจนิยมมหัศจรรย์จากแดนละตินต้นตำรับซึ่งเต็มไปด้วยเหตุมหัศจรรย์อันเหลือเชื่อ หรือถ้าเปรียบให้ใกล้ตัว หนังอย่าง หมานคร ของไทยยังดูแล้วได้รสความอัศจรรย์ตะลึงใจเสียยิ่งกว่า 3 iron ภาพฝนตกติดต่อกันสี่ปีจากหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว หรือ ภาพภูเขาขวดพลาสติกที่สูงไปถึงดวงจันทร์จาก หมานคร ดูเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าความสัมพันธ์ของคู่หญิงชายที่ไม่พูดไม่จากันเกือบทั้งเรื่อง

อาจเป็นเพราะเมื่อเทียบบรรยากาศแล้วใน 3 iron หนังมันยังไม่ค่อยจะ exotic เท่าไร ความพิสดารที่เรามักพบในวรรณกรรมจากแดนต้นตำรับก็จะไม่ได้พบในหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าดูแก่นแนวคิดในการสร้างแล้ว โดยไม่รู้ว่าคิม คี ดุ๊กมีความจงใจหรือไม่ หนังเรื่องนี้เหมือนเป็นการนำเอาขนบของสัจนิยมมหัศจรรย์มาเล่าโดยทอนองค์ประกอบที่ล้นและไม่จำเป็นออก (เหลือแต่แก่นแนวคิดที่ว่าความจริงและความมหัศจรรย์ที่เดินควบคู่กันไปภายใต้ชุดตรรกะเดียวกัน) จนเราอาจพูดได้ว่านี้คือ magical realism ฉบับ minimalist

ไม้กอล์ฟที่ถูกลืมอยู่ในถุง

ในฉากแรกของหนังเป็นภาพรูปปั้นเทพีกรีกยืนสวยเป็นสง่าอยู่กลางสวน แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนหวดลูกกอล์ฟตรงเข้าหาเธอ แต่โชคดีที่มีตาข่ายกั้นไว้ไม่อย่างนั้นเรือนกายของเธอคงแตกกระจาย รูปปั้นเทพีถูกใช้แทนตัวซุน ฮวานางเอกของเรื่อง ฉากแรกของหนังอธิบายถึงสภาพของเธอก่อนที่แท ซุกจะไปพบ คือเหมือนรูปปั้นที่โดนลูกกอล์ฟหวดใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าถึงแม้จะไม่พังภินท์ลงเสียตรงนั้น แต่ก็บอบช้ำใช้ย่อย ภาพรูปปั้นถูกกระหน่ำด้วยลูกกอล์ฟไม่ต่างจากภาพซุน ฮวาถูกสามีทารุณ (สังเกตได้ว่าหนังชอบถ่ายรูปปั้นตามสถานที่ต่าง ๆ นั้นก็เพราะรูปปั้นมีค่าคล้ายภาพถ่ายในเรื่องคือเป็นตัวแทนของความฝันที่ล่องลอย)

ในตอนแรกที่แท ซุก เข้าไปในบ้านของซุน ฮวา เขายังไม่รู้ตัวว่ามีหญิงสาวอยู่ในบ้าน ตัวละครทั้งคู่จะอยู่กันคนละห้องเสมอ โดยมีช่องประตูหรือกระจกใสเป็นช่องเปิดให้หญิงสาวได้มีโอกาสลอบสังเกตการณ์ชายหนุ่ม ในตอนแรกเหมือนว่าทั้งคู่ยังอยู่กันคนละโลก โลกจริงและฝัน ซึ่งจะต้องถูกแบ่งกั้นมีอาณาเขตอย่างชัดเจน สามารถมองเห็นกันได้แต่ไม่ควรสัมผัสกันมิเช่นนั้นอาจเกิดเรื่องได้ อย่างที่เมื่อสามีของหญิงสาวกลับบ้านมาแล้วเห็นแท ซุกตีกอล์ฟอยู่ที่สวนหลังบ้าน เขาเลื่อนประตูกระจกใส แล้วเดินออกไปในสวน ประหนึ่งโลกฝันถูกรบกวนด้วยความจริง ตัวสามีจึงถูกแท ซุกหวดลูกกอล์ฟเข้าเต็มรัก หรืออีกฉากหนึ่งที่แท ซุกนำเอาลูกกอล์ฟผูกด้วยลวดมัดกับต้นไม้แล้วใช้ไม้กอล์ฟตีไปเรื่อย ๆ แล้วอนิจจาลูกกอล์ฟดันหลุดลอยไปชนผู้หญิงที่นั่งรถผ่านมา กระจกหน้ารถแตกออก ประหนึ่งความฝันเข้าไปรบกวนความจริง ทำให้มีคนเจ็บตัวเช่นกัน

เมื่อหญิงสาวตัดสินใจเดินทางไปกับชายหนุ่มก็เปรียบเหมือนเธอตัดสินใจทิ้งชีวิตในโลกความเป็นจริง (สามีของเธอ) แล้วหลงไปกับโลกฝัน (แท ซุก) เวลาที่เธอและเขาไปอาศัยบ้านใครก็มักจะพบกับการ บุกรุก ของความจริงเสมอ เช่น หญิงสาวที่มากดออดที่คอนโดมิเนียมของช่างถ่ายภาพ คู่รักที่ฝ่ายชายเป็นนักมวยจับได้ว่าทั้งคู่มานอนอยู่ที่บ้านจึงซ้อมแท ซุก และรุนแรงที่สุดคือโดนลูกชายชายชราเจ้าของห้องพักโทรแจ้งตำรวจจับ

ลำดับขั้นการ รุกราน ของความจริงนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่กดกริ่งยันตำรวจจับ แสดงให้เห็นว่าการหลงอยู่ในความฝันเป็นสิ่งที่ไม่ยั้งยืน เพราะถึงที่สุดแล้วความจริงย่อมผุดพรายขึ้นมาเตือนสติให้รำคาญใจได้เรื่อย ๆ

แปลว่าการจำศีลอยู่กับฝันก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด

เพราะถึงแม้ความฝันจะดูเป็นสิ่งสวยงามน่าอภิรมย์ แต่เราก็มักลืมมองอีกด้านของฝัน บางทีการหลงอยู่ในฝันจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดของคนรอบข้างทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง เช่นความหวังดีอันไร้เดียงสาของแท ซุกตอนต้นเรื่องที่ซ่อมปืนแก๊บกระบอกหนึ่งให้กับครอบครัวหนึ่ง จนปืนกระบอกนั้นถูกลูกเจ้าของบ้านเอามายิงหยอกแม่เล่นก่อนที่กระสุนจริง ๆ จะโดนเข้าใบหน้าจัง ๆ หรือตอนที่แท ซุกตีกอล์ฟแล้วลูกกระเด็นไปโดนหญิงสาวคนหนึ่งในรถผู้ซึ่งไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ใด ๆ เลย หรือแม้แต่ผลเสียกับตัวซุน ฮวาเองตรงการที่เธอหนีตามเขามาทำให้เธอกลายเป็นบุคคลสาบสูญ

เมื่อการหนีมากับความฝันที่ดูเหมือนเลิศลอย แท้จริงแล้วแอบแฝงไว้ด้วยผลร้าย ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือคือการสร้างสมดุลระหว่างโลกแห่งความจริงและความฝัน

What dreams may come

หลังจากโดนจับเข้าตะราง แท ซุกฝึกวิชาหายตัวอยู่ในคุก แต่ความจริงเขาไม่ได้หายตัวไปไหน เพียงแต่เขาสามารถทำให้คนอื่น ๆ ไม่ เห็น เขา จากฉากที่เขาวาดรูปดวงตาไว้ที่ฝ่ามือ สื่อถึงว่าเขามีอำนาจในการควบคุมการมองเห็นรับรู้ของคน คนเราสามารถมองเห็นได้ทีละ 180 องศา เขาสามารถหลบซ่อนตัวในจุดบอดของดวงตาหรือในอีก 180 องศาที่เหลือ