2007/Apr/07

La Double vie de Véronique

Im with him; therefore, I exist.

*

หนังเรื่อง Double life of Veronique เป็นหนึ่งในหนังที่ผมชื่นชอบมากที่สุดครับ และอาจกล่าวได้ด้วยว่าเป็นหนังสวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยชมเลยทีเดียว คริสตอฟ เคียลอฟสกี้ ผู้กำกับได้สร้างสรรค์งานชิ้นเอกที่งดงาม หนังเล่าเรื่องเรียงร้อยเรื่อยราวบทกวีอันไพเราะ ทั้งภาพและเพลงประกอบสอดรับคล้องเคลียไปด้วยกันอย่างหมดจด และเมื่อดูจนจบ หากพินิจในสารเชิงอภิปรัชญาของตัวหนังก็พบว่านอกจากเปลือกนอกที่ฉายฉานแสนพิไล หนังเรื่องนี้ยังมีสารที่ลุ่มลึกอย่างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และพระเจ้า จุดประสงค์ของการดำรงอยู่ โชคชะตาของมนุษย์

แต่ถ้าเอาฉันทาคติความลำเอียงในใจออกไปก่อน และจดจ่อพิเคราะห์หนังในเชิงโครงสร้าง ก็จะพาลพบข้อเท็จจริงชวนกังขาบางประการเกี่ยวกะสถานะของผู้หญิงในหนังเรื่องนี้

เมื่อปีที่แล้วมีหนังญี่ปุ่นเรื่องเยี่ยมของผกก. โคบายาชิ มาซาฮิโร่ เรื่อง Bashing มีโอกาสเข้าฉายโรงในไทย หนังเรื่องนั้นว่าด้วยหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้คนในสงครามที่ประเทศอิรักโดยเธอไม่อินังต่อเสียงห้ามปรามของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ห้ามประชาชนไม่ให้ไปมีส่วนร่วมในสงคราม ต่อมาเธอกับอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นคนอื่น ๆ ถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ที่อิรักเป็นเวลานานจนได้รับการปล่อยตัวและกลับมายังประเทศ แล้วเธอจึงพบว่าสิ่งที่เธอไปพบในสงครามที่อิรักยังเลวร้ายน้อยกว่าที่ญี่ปุ่น เมื่อเธอถูกเพื่อนร่วมประเทศของเธอเองโจมตี (bashing) ด้วยเหตุผลว่าเธอทำตัวผิดแผกแตกต่างจากคนอื่น ๆ ในประเทศ

ยูโกะ หญิงสาวในเรื่องวาดหวังว่าจะกลับไปที่อิรักอีกครั้งหนึ่งท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนรอบข้าง เพราะเธอรู้สึกว่าอย่างน้อยอยู่ที่นั้นเธอก็รู้สึกว่าตัวเองมีค่ากว่าอยู่ประเทศบ้านเกิดที่ไม่มีใครเข้าใจเธอ

หนังเรื่องนี้กระตุ้นอารมณ์และความคิดของคนดูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ชมน้อยรายนักที่จะไม่รู้สึกสะทกสะท้อนใจไปกับการทารุณทางจิตใจที่ยูโกะต้องเผชิญ แต่ในขณะเดียวกันถ้าลอกปลอกเปลือกความดีงามทางศิลปะและเนื้อหาออกไป และมองไปยังการประกอบสร้างความหมายต่าง ๆ ของเนื้อเรื่องเราจะพบว่า หนังเรื่องนี้อาจทำให้เหล่านักสตรีนิยมบางคนส่ายหน้าอย่างระอาใจ

นั้นเพราะหนังเรื่องนี้จงใจใช้สภาพความเป็นเพศหญิงของนางเอกตักตวงเอาความเห็นใจของคนดูได้อย่างชำนิชำนาญ ถึงแม้ในตอนจบยูโกะจะได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา แต่ระหว่างทางของเรื่องเธอจะต้องเผชิญกับอะไรบ้างเพื่อจะได้สิ่งเหล่านั้น มันทำให้คนดูสะเทือนใจไปกับชะตากรรมของเธออยู่ตลอดเวลา จนตอนจบเมื่อเธอได้ในสิ่งที่หวัง ความรู้สึกของคนดูก็เหมือนกับการเห็นซินเดอเรลล่าได้แต่งงานกับเจ้าชายหลังจากผจญอยู่กับการทรมาณของแม่เลี้ยงใจร้าย

ถ้ามองกันแบบกว้าง ๆ เพศของตัวเอกในหนังเรื่องนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้หญิง อาจจะเป็นผู้ชายก็ได้ แต่เพราะผู้หญิงมีภาพลักษณ์ความเป็น เหยื่อ หรือผู้ถูกกระทำมากกว่า ภาพหญิงสาวถูกเหล่าวัยรุ่นชายญี่ปุ่นกลั่นแกล้งแย่งถุงอาหารในมือก่อนจะผลัดกันโยนส่ง โดยให้เธอวิ่งตามเก็บไปมาอยู่กลางวงนั้น ภาพนี้ชวนสะเทือนใจมากเมื่อเหยื่อเป็นผู้หญิง และเมื่อผูกโยงเข้ากับค่านิยมว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การเลือกผู้หญิงให้รับบทนำโดยให้หล่อนต้องเผชิญการทารุณต่าง ๆ นานาจึงเหมือนกับการตอกย้ำความเป็น passive ผู้ถูกกระทำของเพศหญิงผ่านสื่อภาพยนตร์โดยไม่รู้ตัว

เช่นเดียวกับหนังเรื่อง Double life of Veronique หนังแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเพื่อเล่าเรื่องของผู้หญิงสองคนที่อยู่คนละประเทศ โปแลนด์และฝรั่งเศส แต่เกิดในเวลาเดียวกัน รูปพรรณสัณฐานเหมือนกันราวถอดออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน แถมชื่อของทั้งสองยังคล้ายคลึงกันมาก ๆ หญิงสาวที่เกิดที่โปแลนด์ชื่อ เวโรนิก้า ส่วนหญิงสาวที่ฝรั่งเศสชื่อ เวโรนิค ชีวิตทั้งคู่ซ้อนทับกันราวจะเป็นบุคคลคนเดียวกัน ป่วยด้วยโรคหัวใจเหมือน ๆ กัน แม่ของทั้งคู่เสียชีวิตตั้งแต่พวกหล่อนยังเด็ก ทั้งคู่มีพรสวรรค์ด้านดนตรีการร้องเพลง เสียงร้องไพเราะราวนางฟ้า แต่วันหนึ่งเส้นชีวิตของทั้งคู่ที่ลากไปในทิศทางเดียวกันดุจเส้นขนานไม่มีวันจบกลับชะงักงันลง ด้วยความตายของอีกคน

วันหนึ่งเวโรนิก้าที่โปแลนด์ตื่นขึ้นมาแล้วพูดกับพ่อของเธอว่า หนูรู้สึกแปลก ๆ ค่ะ หนูรู้สึกไม่ได้มีหนูอยู่คนเดียวบนโลก พ่อของเธอทำหน้างงกับคำพูดลูกสาวแล้วตอบกลับ ลูกก็ไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกจริง ๆ วันหนึ่งเวโรนิก้าได้ไปแสดงคอนเสิร์ตเธอร้องเพลงจนขาดใจตาย ในวันเดียวกันเวโรนิคที่ฝรั่งเศสไปเยี่ยมพ่อที่บ้าน แล้วพูดว่า หนูรู้สึกเศร้า ๆ เหมือนหนูไม่เคยเหงาเท่านี้มาก่อน พ่อของเธอว่าเธอคงสูญเสียคนสนิทไป โดยที่เธอเองก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร

การที่เราจะอ่านหนังเรื่องนี้ได้ในเบื้องต้นนั้น ถ้าดูไปตามเนื้อเรื่องจะเข้าใจสารัตถะของเรื่องได้ในตอนท้ายเรื่อง ในฉากที่เวโรนิคอยู่กับแฟนหนุ่ม นักเชิดหุ่นอเล็กซานเดอร์ เขาเพิ่งสร้างตุ๊กตาชักตัวใหม่โดยได้แรงบันดาลใจจากเธอ ขณะที่เธอกำลังชื่นชมตุ๊กตาอยู่นั้น เธอก็พลันสังเกตเห็นตุ๊กตาอีกตัวที่เหมือนตุ๊กตาของเธอทุกรายละเอียดไม่ผิดเพี้ยน เธอประหลาดใจจึงได้ถามออกไปว่าทำไมต้องทำขึ้นมา 2 ตัว อเล็กซานเดอร์ตอบว่า ของอย่างนี้ใช้งานหนักมันพังได้ เลยต้องทำสำรองเอาไว้...

Double life pf Veronique เป็นเหมือนสมมติฐานหนึ่งของเคียลอฟสกี้ในการตอบคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์มนุษย์และพระเจ้า มันนำไปสู่คำตอบน่าใจหายว่าบางทีเราเกิดมาเพื่อเป็นตัวสำรอง ตัวแทนคนอีกคนหนึ่ง

แต่หนังสามารถมองได้แบบเดียวหรือ อย่างที่เล่าไปข้างต้นเกี่ยวกับหนังเรื่อง Bashing เมื่อพิจารณาสถานภาพความเป็นผู้หญิงของเวโรนิคแล้ว เราพบว่านอกจากเธอจะเป็นตัวแทนชีวิตมนุษย์ที่อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า เธอยังเป็นภาพแทนของชีวิตผู้หญิงที่อยู่ในเงื้อมมือของบุรุษเพศ

ตัวละครเวโรนิคนั้นประกอบสร้างขึ้นด้วยค่านิยมว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ เปราะบาง และต้องพึ่งพิงผู้ชาย ถึงแม้เธอจะเป็นนางเอกตัวเดินเรื่องและตัดสินใจการกระทำของตัวเธอเอง แต่หนังแสดงให้เห็นว่าแรงจูงใจการกระทำต่าง ๆ ของเธอนั้นล้วนถูกกำหนดขึ้นโดยพระเจ้าซึ่งก็เป็นผู้ชาย โดยหนังเปรียบเปรยพระเจ้าด้วยตัวเอกชายซึ่งเป็นนักเชิดหุ่น

ส่วนแรกของเรื่องที่โปแลนด์ เวโรนิก้าและเพื่อน ๆ ผู้หญิง ได้วิ่งตากฝนไปตามท้องถนน โดยขณะเดียวกันก็มีรถบรรทุกคันหนึ่งขับผ่านมา ซึ่งกำลังบรรทุกรูปปั้นผู้ชายเคราเฟิ้มกำลังยื่นมือข้างหนึ่งไปข้างหน้า โดยคว่ำมือลง ลักษณะเหมือนกำลังเชิดหุ่นชักใยบางอย่าง โดยหุ่นตัวนั้นอยู่บนรถบรรทุกซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงกว่าคนทั่วไป และเมื่อพิจารณาตำแหน่งของฉากนี้ได้ว่าอยู่ในตอนต้นเรื่อง เราจึงอนุมานได้ว่า รูปปั้นรูปนี้ใช้แทนพระเจ้าที่กำลังชักใยบรรดาตัวละครต่าง ๆ (เวโรนิก้าและเพื่อน ๆ ผู้หญิง เป็นต้น) ให้เป็นไปตามชะตากรรมที่พระองค์กำหนดไว้

หลังจาก เวโรนิก้าหัวใจวายเสียชีวิตขณะร้องเพลง เรื่องก็ดำเนินเข้าสู่ส่วนของฝรั่งเศสซึ่งตัวเดินเรื่องคือเวโรนิค เธอไปดูการแสดงเชิดหุ่นของนักเชิดหุ่นชื่อดังอเล็กซานเดอร์ และต่อมาตกหลุมรักเขา โดยตัวเขาเองก็ส่งสิ่งของต่าง ๆ ราวกับเป็นการบอกใบ้ให้ว่าเธอจะได้พบเขาอย่างไร ซึ่งต่อมาเธอก็ได้เดินทางไปพบเขาตามที่เขาต้องการ ซึ่งเขาอธิบายว่าที่เขาทำอย่างนี้เพราะเขาอยากทดสอบสมมติฐานว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะออกตามหาผู้ชายคนหนึ่งด้วยวิธีเดียวกับที่เขาทำ (การส่งสิ่งของที่เกี่ยวกับตัวผู้ชายไปให้ผู้หญิง) ได้หรือไม่ ซึ่งเขาจะนำไปใช้เขียนในหนังสือนวนิยายเล่มใหม่ของเขา การกระทำของอเล็กซานเดอร์อาจถูกตีความได้ว่าเป็นเหมือนการชักใยของพระผู้เป็นเจ้า เมื่อมองว่าเขาเป็นทั้งนักเชิดหุ่น (ที่จูงใจให้เวโรนิค ออกมาพบเขา) และนักเขียน (ซึ่งเหมือนเป็นนายเหนือตัวละครที่จะเสกสรรเรื่องราวอย่างไรก็ได้ เขาต้องการทดสอบสมมติฐานแล้วพบว่าเวโรนิคเดินหมากตามสมมติฐานของเขาจริง ๆ)

เวโรนิคจึงไม่ต่างอะไรกับหุ่นเชิดที่เขาควบคุมได้ดั่งใจนึก เธอเป็นผู้หญิงที่ตกอยู่ในบงการของเพศชาย

เมื่อมาพิจารณาเวโรนิก้าที่โปแลนด์เรากลับพบสิ่งที่ต่างกันอย่างน่าประหลาด

เวโรนิก้าย้ายออกมาจากบ้านพ่อไปอยู่กับป้าที่ป่วยอยู่ซึ่งอยู่คนละเมืองเลย โดยเธอไม่ได้บอกแฟนหนุ่มที่คบอยู่ว่าเธอย้ายมา และเธอก็ไปสมัครเป็นนักร้องนำวงดนตรีคลาสสิก แต่ในวันเปิดการแสดงเธอกลับร้องเพลงจนหัวใจวายตายไปเสียก่อน

กลับกันเวโรนิค เลิกร้องเพลง แล้วไปสอนดนตรีเด็ก ๆ ชั้นประถมแทน เธอตกหลุมรักกับชายหนุ่มนักเชิดหุ่น และตกลงเป็นคู่รักกับเขา ฉากจบเธอกลับไปที่บ้านของพ่อแล้วโอบกอดพ่ออย่างอบอุ่น (หรือในฉากจบอีกแบบหนึ่ง เธอสัมผัสต้นไม้หน้าบ้านแล้วพ่อของเธอรู้สึกถึงการสัมผัสอยู่ในบ้าน ) และเธอก็มีชีวิตต่อไป

ความแตกต่างของสองชีวิตของเวโรนิคอยู่ตรงนี้ ขณะที่เวโรนิก้า ย้ายออกจากบ้านพ่อและทิ้งแฟนหนุ่มโดยไม่ล่ำลา ไปอยู่กับป้า ซึ่งเข้าใจได้ว่าเธอกำลังละทิ้ง การพึ่งพิงเพศชาย แล้วไปอยู่กับเพศหญิง และใช้ชีวิตตามความปรารถนาของตัวเอง (การร้องเพลงที่เธอรัก) แต่แล้วการร้องเพลงมีผลต่อหัวใจที่อ่อนแอของเธอ ในฉากที่หลังจากเธอไปออดิชั่นแล้วไต่ระดับเสียงร้องสูงจนเจ็บปลาบที่หัวใจ เธอเดินกลับบ้านในสภาพโซซัดโซเซและอิดโรย เธอนั่งหอบอยู่ตรงม้านั่งข้างทาง ถนนเปลี่ยววิเวก มีชายในเสื้อคลุมคนหนึ่งเดินผ่านมา แล้วก็เปิดโชว์อวัยวะเพศแบบพวกโรคจิตชอบโชว์ การปรากฏของอวัยวะเพศอันนี้ดุจเหมือนการคุกคามของเพศชายต่อการทำตัวมีอิสระเกินไปจากผู้หญิงอย่างหล่อน

แต่ส่วนเวโรนิคเธอละเลิกความฝันของตน หันไปสอนดนตรีเด็กประถมแทน ออกไปคบผู้ชายเป็นคู่รักและกลับไปหาพ่อ (หรือผู้ให้กำเนิด ซึ่งก็คือพระเจ้า) ปรากฏว่าเธอเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เวโรนิก้ากลับเป็นฝ่ายหายไปจากโลก

หนึ่งในฉากคลาสสิกของหนัง ในขณะที่เวโรนิก้ากำลังแต่งตัวไปแสดงคอนเสิร์ต เธออยู่ในชุดชั้นใน เรือนร่างความเป็นหญิงสาวเปล่งประกาย เนื่องจากเธออยู่ที่บ้านของป้าซึ่งก็เป็นผู้หญิงเหมือนกันเธอจึงเดินไปเดินมาอย่างไม่ขวยอาย เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นหญิงชรากำลังแบกถุงขยะผ่านหน้าบ้าน เธอตะโกนบอกว่าเดี๋ยวจะลงไปช่วยหญิงชราคนนั้น ฉากนี้กลับมาอีกครั้งในเนื้อเรื่องของเวโรนิค ขณะที่เธอกำลังสอนดนตรีเด็ก ๆ อยู่ในชั้นเรียนเธอมองออกไปนอกหน้าต่างและเธอเห็นหญิงชราคนหนึ่งเดินอยู่ โดยที่เธอไม่ได้กล่าวอะไรกับหล่อนเลย (ดูลักษณะการเทียบเคียงของทั้งสองฉาก เวโรนิก้าเจอหญิงชราขณะกำลังเตรียมตัวไปคอนเสิร์ต-สิ่งที่เธอรัก แต่เวโรนิคพบหญิงชราตอนสอนดนตรีเด็ก ๆ - สิ่งที่เธอไม่ได้รักแต่ทำเพื่อชดเชย)

เวโรนิก้าออกไปช่วยหญิงชรา (ซึ่งตรงข้ามกับชายชรา หรือ พ่อ) ซึ่งอาจมีความหมายของการ