2008/Jun/04

Beau Travail

ร่างกายภายใต้บงการ

แคลร์ เดอนีส เป็นผู้กำกับร่วมสมัยไม่กี่คนในฝรั่งเศสที่ทำหนังแต่ละเรื่องมักมีกลิ่นอายของการวิพากษ์ลัทธิล่าอาณานิคม หนังของเธอมักมีตัวละครหรือสถานที่ที่มีความเป็นอื่นหรือสร้างความหวาดกลัวให้กับบรรดาคนขาวชนชั้นกลางในฝรั่งเศสตั้งแต่ ฆาตกรต่อเนื่องใน I Can’t Sleep มนุษย์ผู้เสพติดการกินเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ด้วยกันเองใน Trouble Every Day หรือบรรดาผู้อพยพจากประเทศโซเวียตเก่าใน The Intruder

ในยุค 60 - 70 เรามีมาร์เกอร์ริต ดูราส์ เป็นผู้กำกับและนักเขียนหญิงชาวฝรั่งเศสเช่นกันที่มักทำหนังหรือเขียนหนังสือที่มีเนื้อหาข้องแวะกับลัทธิอาณานิคมของฝรั่งเศส ด้วยว่าเธอใช้เวลาในวัยเด็กเติบโตอยู่ในดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศสในดินแดนอินโดจีน ผลงานของเธอมักเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนฝรั่งเศสในดินแดนต่างถิ่นเช่นใน The Lover (ซึ่งฌอง ฌาค อันโนล์ดนำมากำกับกลายเป็นหนังอีโรติกชื่อดัง), Un Barrage contre le Pacifique ซึ่งตอนนี้ฤทธี ปาห์น ผู้กำกับชาวกัมพูชากำลังสร้างอยู่ หรือในหนังที่เธอกำกับเองและโด่งดังที่สุดอย่าง India Song

ความคล้ายคลึงระหว่างดูราส์กับเดนีสคือทั้งคู่ต่างใช้เวลาในวัยเด็กของตนอยู่ในดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศส ที่แตกต่างกันคือ ดูราส์ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนอินโดจีน ส่วนเดนีสอยู่ที่ทวีปแอฟริกา

Beau Travail เป็นหนังที่สร้างชื่อให้กับเดนีสมากที่สุด อีกทั่งมันได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดของเธอด้วยเช่นกัน หนังเล่าเรื่องผ่านมุมมองของนายทหารกัลลอปที่หวนระลึกเมื่อครั้งตัวเองยังประจำการอยู่ที่ค่ายทหารฝรั่งเศสในสาธารณรัฐดจิบูติของทวีปแอฟริกาตะวันออก เขามีชีวิตที่ค่ายทหารนั้นอย่างผาสุกจนกระทั่งมีทหารหนุ่มนายหนึ่งนามเซนเตียงผู้มีรูปหน้าและเรือนกายที่งดงาม เซนเตียงดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของฟอร์เรสติเยร์หัวหน้านายทหารที่ค่ายนั้น กัลลอปรู้สึกริษยาในตัวเซนเจียง และในขณะเดียวกันเขาก็เกิดความรู้สึกหึงหวง เขาไม่อยากให้ฟอร์เรสติเยร์หลงใหลในตัวของเซนเตียงจึงคิดวางแผนการต่าง ๆ นานาเพื่อยับยั้งไม่ให้เซนเตียงกลายเป็นที่ชื่นชอบไปมากกว่านี้

อาณานิคมภายนอก

หนังเปิดฉากมาเป็นภาพวาดบนฝาผนังของเหล่าทหารฝรั่งเศสที่เคลื่อนทัพเข้ามาในกาฬทวีปพร้อมเสียงเพลงปลุกใจของเหล่าทหาร ก่อนที่หนังจะตัดเข้าไปในฉากผับเต้นรำในดจิบูติ บรรดาหญิงพื้นเมืองหลายคนเยื้องย้ายไปมาบนฟลอร์เต้นรำที่เป็นทำนองตะวันตกแต่มีเนื้อร้องเป็นภาษาท้องถิ่น พวกเธอร่ายรำไปมาบนฟลอร์ข้างเคียงกับเหล่าทหารฝรั่งเศส

ถึงแม้จะหลุดจากการตกเป็นเมืองขึ้น แต่ประเทศทั้งหลายที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นย่อมประสบปัญหาบางอย่างตามมา นั้นคือถึงร่างกายของพวกเขาจะไม่ถูกบีบบังคับพันธนาการด้วยอาวุธของเจ้าอาณานิคม แต่ประชาชนในประเทศนั้น ๆ กลับตกเป็นอาณานิคมทางความคิด

สิ่งที่ตกค้างอยู่เสมอ ๆ ในทุก ๆ ประเทศหลังอาณานิคมคือวัฒนธรรมเชื้อความคิดค่านิยมของอดีตเจ้าอาณานิคมยังฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนแม้ประเทศจะประกาศอิสรภาพแล้วก็ตาม

หนังเรื่องนี้สะท้อนโลกหลังยุคอาณานิคมผ่านภาพแทรกหลายครั้งของชีวิตประจำวันของบรรดาคนพื้นเมืองที่ตะวันตกยังส่งอิทธิพลอยู่แม้ว่าจักรวรรดิจะหายไปแล้ว เช่น กลุ่มหญิงสาวพื้นเมืองที่ซุบซิบกันด้วยภาษาท้องถิ่นขณะกำลังมองดูนายช่างไฟปีนเสาไฟฟ้า หรือตลาดที่เต็มไปด้วยป้ายสติ๊กเกอร์โฆษณาน้ำอัดลมจากอเมริกา และเหล่าหญิงสาวในบาร์ที่แต่งกายสไตล์ตะวันตก

เราจะพบว่าชาวพื้นเมืองที่หนังนำเสนอเสียส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้หญิงแทบจะทั้งสิ้น บางทีก็มีผู้ชายบ้างแต่ก็ค่อนข้างน้อย แล้วพอนำมาเทียบกับคนฝรั่งเศสในเรื่องซึ่งเป็นทหารชายอกสามศอกด้วยแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างคนฝรั่งเศส/คนดจิบูติ เจ้าอาณานิคม/คนอยู่ใต้การปกครอง จึงกลายมาเป็นความสัมพันธ์ของชาย/หญิง ผู้เป็นใหญ่/ผู้เป็นรอง หนังนำเสนอภาพคนดจิบูติเป็นหญิงสาวที่ถูกครอบงำโดยค่านิยมของเจ้าอาณานิคมชายอย่างฝรั่งเศส

หนังยังเสนอท่าทีบางอย่างของความเป็นเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส เมื่อตัวละครกัลลอปกลัวว่าฟอร์เรสติเยร์จะหมกมุ่นกับเซนเตียงมากเกินไป เขาจึงออกอุบายหาข้ออ้างพาทหารทั้งค่ายออกไปซ่อมถนนที่อีกเขตหนึ่งซึ่งห่างไกลออกไป เพื่อแยกเซนเตียงออกไปจากฟอร์เรสติเยร์ เมื่อเหล่าทหารมาที่ค่ายแห่งใหม่ พวกเขาก็เริ่มวางก้อนหินล้อมรั้วกางลวดหนามบอกอาณาเขตโดยมีชาวพื้นเมืองมองดูอยู่ที่ริมรั้ว

จากพื้นที่ที่เดิมเคยเป็นของชาวพื้นเมือง บัดนี้กลับถูกกั้นออกเป็นที่ของกองทัพฝรั่งเศส พื้นที่ตรงนั้นกลายเป็น พื้นที่อื่น’ heterotopia มันเป็นอาณาเขตของฝรั่งเศสบนพื้นดินของดจิบูติ โดยข้ออ้างว่าจะมาเปลี่ยนพื้นดินที่ขรุขระไปด้วยก้อนอิฐหินกรวดให้กลายเป็นลานถนนราบเรียบ จึงทำให้มีการเจียดปันพื้นที่ส่วนนี้กลายมาเป็นที่ตั้งของค่าย โดยไม่ได้คำนึงว่าถนนที่จะสร้างขึ้นมาใหม่นั้นมีความจำเป็นต่อชาวพื้นเมืองแค่ไหน หนังมีฉากหนึ่งขณะที่เหล่าทหารกำลังขุดกวาดดินอยู่นั้นมีรถตู้คันหนึ่งขับผ่านคนท้องถิ่นบนรถตู้หันออกมามองเหล่าทหารที่กำลังขุดดินอยู่ ทั้ง ๆ ที่ที่บริเวณแถวนั้นก็มีถนนอยู่แล้วเส้นหนึ่ง จะสร้างอีกเส้นหนึ่งขึ้นมาอีกทำไมใกล้ ๆ กัน

ความขัดแย้งระหว่างคนท้องที่กับอดีตเจ้าอาณานิคมที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในตอนท้ายเรื่อง เมื่อกัลลอปพยายามจะหาเรื่องเซนเตียงโดยการสั่งลงโทษทหารเวรคนหนึ่งซึ่งเข้าเวรพร้อมกับเซนเตียง ด้วยสาเหตุว่าทหารนายนั้นไม่ได้มาเข้าเวรตามที่แบ่งเวรกัน นายทหารผู้โชคร้ายนายนั้นได้ให้เหตุผลว่าเพราะเขาเป็นมุสลิมที่ต้องออกไปทำละหมาด แต่กัลลอปไม่รับฟังเหตุผลนี้ เขาสั่งให้นายทหารมุสลิมคนนั้นขุดหลุมเปล่าไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะสั่งให้หยุด นายทหารขุดจนฝ่ามือแตกเป็นเลือดแดงไหลอาบ แต่กัลลอปก็ยังไม่สั่งหยุด ทหารอีกคนในค่ายที่เป็นแอฟริกามุสลิมมองดูเพื่อนอย่างเห็นใจ กัลลอปเข้าพูดกับนายทหารคนนั้นเมื่อเห็นว่าเขากำลังทำสีหน้าเป็นห่วงเพื่อนอยู่ว่า บักก้า นายไม่ใช่แอฟริกันนะ นายเป็นทหาร

ถ้าเรามองว่าการเป็นทหารเป็นสิ่งที่มาจากข้างนอก มาจากตะวันตก การเป็นทหารที่มาแทนการเป็นคนแอฟริกาหรือหน้าที่ของทหารนั้นสำคัญกว่าหน้าที่ของมุสลิม การมองด้วยระบบคิดเช่นนี้จึงเป็นเหมือนการเข้าครอบงำของวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ายึดครองตัวบุคคลในดินแดนอาณานิคม เขาต้องละทิ้งตัวตนในเชื้อชาติดั้งเดิมของเขา (ไม่ปฏิบัติศาสนกิจ) ก่อนที่จะได้รับการยอมรับจากเจ้าอาณานิคม (สังกัดเป็นทหาร)

อาณานิคมภายใน

 

มิเชล ฟูโกต์ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสผู้ทรงอิทธิพลในยุคศตวรรษที่ 20 เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตัวเขานั้นละเลยที่จะกล่าวถึงลัทธิล่าอาณานิคมของชาติยุโรป เขาตอบว่าจริง ๆ แล้วเขาก็สนใจในลัทธิอาณานิคมเพียงแต่เขาสนใจในอาณานิคม ภายในมิใช่ ภายนอก

ฟูโกต์แบ่งอาณานิคมออกเป็น 2 แบบ แบบแรกอาณานิคมภายนอกเป็นแบบที่เราเข้าใจกันดีนั้นคืออาณานิคมระหว่างประเทศ มีการล่าเมืองขึ้น และประเทศไหนที่ตกเป็นเมืองขึ้นจำต้องซึมซับเอาค่านิยมวัฒนธรรมของประเทศเจ้าอาณานิคมมาใช้ อะไรที่เจ้าอาณานิคมเห็นว่าดี ก็มองว่าดีตาม แม้ว่าจะมีการละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนไป

ในแบบที่สองคืออาณานิคมภายใน นั่นคือการควบคุมบงการคนภายในสังคมของตัวเอง ไม่ใช่การควบคุมข้ามวัฒนธรรมหรือสังคม การควบคุมแบบนี้จะออกมาในลักษณะเช่น การวางบทบาทพลเมืองดีในสังคมว่าควรเป็นเช่นไร แล้วรัฐหรือผู้ปกครองจะใช้สื่อและสถาบันต่าง ๆ เช่นสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษาในการสร้างค่านิยมหรือกรอบที่ทำให้คนในสังคมอยากเป็นเหมือนในกรอบที่ว่า เช่น เยาวชนที่ดีต้องไม่เสพยา, เป็นคนไทยต้องสู้เพื่อชาติ เป็นต้น

อาณานิคมในลักษณะนี้นั้นอาณาเขตที่ถูกยึดครองจึงไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นร่างกายของปัจเจกชน

ในหนังสือ The Order of Things ของฟูโกต์ ตอนหนึ่งฟูโกต์เขียนบรรยายถึงทหารนักรบเมื่อหลายร้อยปีก่อนว่าทหารสมัยก่อนต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งคือต้องมีกล้ามอก ปลีน่องแข็ง บ่ากว้าง กล้ามแขนเป็นมัดวง หรือพูดง่าย ๆ คือร่างกายที่กำยำล่ำสัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับทหารปัจจุบันที่ไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติที่ว่า เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่ามนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์น่ะสิ

ฟูโกต์เชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นกรงที่ครอบขังเรา เพราะเราเชื่อในศาสตร์ศาสตร์นี้เราจึงยอมให้มันมาบงการความคิดของเรา วิทยาศาสตร์ใช้ศึกษาร่างกายของมนุษย์เราจึง รู้ว่าอะไรควรไม่ควรกระทำต่อร่างกาย แล้วเราก็นำ ข้อเท็จจริงนั้นมาใช้ควบคุมความประพฤติของเรา เช่น ไม่ควรกินของหวานเยอะเกิน ไม่ควรกินของที่มีไขมันมาก ด้วย ข้อเท็จจริงเหล่านี้เราจึงหากฎต่าง ๆ มาตีกรอบเรา

ย้อนกลับไปที่ทหารสมัยโบราณใหม่อีกที ในขณะที่คุณสมบัติทหารในอดีตมาจากร่างกายที่กำยำแต่แรกอยู่แล้ว เป็นคุณสมบัติทางชีวภาพ นั้นคือคุณจะเป็นทหารได้ร่างกายคุณต้องล่ำเสียก่อน แต่ในปัจจุบันคุณไม่ต้องล่ำก็ได้ เพราะวิทยาศาสตร์สอนเราว่าเราสามารถฝึกร่างกายมนุษย์อย่างไรให้ได้กำยำแบบที่ต้องการ

ใน Beau Travail สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ คือหลายครั้งหนังตัดสลับภาพคนพื้นเมืองกับทหารในค่ายทำกิจกรรมบางอย่างคล้าย ๆ กันเช่น ตากผ้า เต้นรำ เดินบนทางกรวด แต่สิ่งที่แตกต่างคือกิจกรรมของเหล่าทหารนั้นทุกท่วงท่าล้วนถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบ

ที่ชัดเจนมากคือฉากที่หนังนำภาพหญิงสาวพื้นเมืองเต้นรำโยกย้ายไปมาในผับอย่างเสรีมาตัดเป็นภาพทหารกำลังเต้นออกกำลังกายบริหาร ที่ท่วงท่าต่าง ๆ ถูกบังคับจับวางให้เป็นไปตามกฎระเบียบ หรือตอนหนึ่งหนังถ่ายให้เห็นราวตากผ้าของทหารที่เต็มไปด้วยเสื้อกล้าม ชุดชั้นใน ถุงเท้าที่มีแต่สีเขียว ที่เราดูแล้วแยกแยะไม่ออกว่าเสื้อตัวไหนเป็นของใคร แล้วหนังก็ตัดไปที่ราวตากผ้าของคนพื้นเมืองที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าหลากสีสัน หรือภาพพ่อแม่ลูกชนพื้นเมืองเดินไปตามถนนกรวด ตัดกับภาพทหารเดินเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบในจังหวะการเดินที่พร้อมเพรียง

เรือนร่างของทหารในเรื่องเต็มไปด้วยมัดกล้าม ทหารทุกคนล้วนมีหุ่นดุจนายแบบ ร่างกายเหล่านั้นก็เช่นกันมันถูกถ่ายบันทึกลงในหนังออกมาเหมือนวัตถุสำหรับการจ้องมอง เป็นของสวย ๆ งาม ๆ ที่เหมาะแก่การมอง หรือร่างกายเหล่านี้ถูกทำให้กลายเป็นเพศหญิง (feminized) เพื่อถูกจ้องมอง และการกลายสภาพร่างกายของทหารให้กลายเป็นเพศหญิงก็ย้อนกลับไปในความสัมพันธ์ตอนต้นว่าทหารเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ชายฝรั่งเศส แต่ร่างกายของเขานั้นเป็นผู้หญิงหรือผู้เป็นรองผู้ถูกปกครอง เป็นดินแดนอาณานิคมอีกประเภทหนึ่ง

หนังทำให้เรากลับไปตั้งคำถามถึงการตกเป็นอาณานิคมว่าใครกันแน่ที่ตกเป็นอาณานิคม ตัวละครกัลลอปเองดูจะเป็นตัวละครที่มีความแปลกแยกอย่างมาก เขาพยายามจะเป็นคนโปรดของฟอร์เรสติเยร์ กัลลอปอยากเป็นที่ถูกใจ พยายามจะเป็นทหารที่ดีตามมาตรฐานของฟอร์เรสติเยร์

จากตรงนี้นักวิจารณ์หลายคนมักตีความว่ากัลลอปเป็นพวกรักร่วมเพศ การที่เขาเคร่งในกฎระเบียบมากมายบ้าอำนาจโชว์พลังอาจมองได้ว่าเพราะเขาพยายามนำความเป็นทหารมาปกปิดความหลงใหลในเพศเดียวกันของตัวเขาเอง ในหนังมักแทรกภาพเขากำลังรีดเสื้อเชิ๊ตสีดำตัวหนึ่ง ซึ่งเขาใส่ในตอนจบหลังจากที่เขาถูกไล่ออกจากค่ายเมื่อถูกจับได้ว่าจงใจกลั่นแกล้งเซนเตียง เขาใส่ชุดดำนั้นเข้าไปในผับในดจิบูติ เขายืนอยู่คนเดียวบนฟลอร์ เมื่อเสียงเพลงดังขึ้นแล้วเขาเริ่มขยับร่างกายทีละน้อย ๆ จนสุดท้ายแขนขาของเขาก็เคลื่อนไหวอย่างไม่สัมพันธ์กันราวจะแยกออกจากร่าง ตอนนั้นเหมือนร่างของเขาร่ายรำราวหลุดจากอาณัติบงการใด ๆ

เสื้อสีดำอาจมองอีกแง่ว่ามันคือสีดำของผิวกายชาวแอฟริกา หรือคือความแปลกแยกในโลกของคนผิวขาว ทั้งเรื่องเราจะเห็นแต่กัลลอปรีดเสื้อดำตัวนี้อย่างทะนุถนอม ราวกับว่านั้นคือชุดที่เป็นตัวตนของเขาจริง ๆ เป็นเสื้อที่เขาต้องการจะใส่มันจริง ๆ มิใช่เครื่องแบบทหาร แต่เสื้อที่ว่าเป็นสีดำหรือสีของความเป็นอื่น ทำให้เขาไม่สามารถใส่มันได้ (อีกแง่อาจมองว่าเสื้อดำคือความต้องการในเพศเดียวกันของเขาที่ต้องปิดบัง)

เราจะได้เห็นกัลลอฟสวมชุดดำสองครั้งในหนัง คือฉากจบ และตอนต้นเรื่องที่กัลลอปสวมชุดดำเดินไปมารอบ ๆ เมืองในดจบูติอย่างเดียวดาย อ้างว้าง เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อไร มันอาจจะเป็นฉากแฟลชฟอร์เวิร์ดหรืออาจจะเป็นฉากในความฝันของกัลลอป ที่อยากจะสวมชุดดำเดินไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องอินังต่อสิ่งใด



edit @ 4 Jun 2008 08:54:39 by สมเสร็จที่บางแค