2008/Jun/04

Beau Travail

ร่างกายภายใต้บงการ

แคลร์ เดอนีส เป็นผู้กำกับร่วมสมัยไม่กี่คนในฝรั่งเศสที่ทำหนังแต่ละเรื่องมักมีกลิ่นอายของการวิพากษ์ลัทธิล่าอาณานิคม หนังของเธอมักมีตัวละครหรือสถานที่ที่มีความเป็นอื่นหรือสร้างความหวาดกลัวให้กับบรรดาคนขาวชนชั้นกลางในฝรั่งเศสตั้งแต่ ฆาตกรต่อเนื่องใน I Can’t Sleep มนุษย์ผู้เสพติดการกินเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ด้วยกันเองใน Trouble Every Day หรือบรรดาผู้อพยพจากประเทศโซเวียตเก่าใน The Intruder

ในยุค 60 - 70 เรามีมาร์เกอร์ริต ดูราส์ เป็นผู้กำกับและนักเขียนหญิงชาวฝรั่งเศสเช่นกันที่มักทำหนังหรือเขียนหนังสือที่มีเนื้อหาข้องแวะกับลัทธิอาณานิคมของฝรั่งเศส ด้วยว่าเธอใช้เวลาในวัยเด็กเติบโตอยู่ในดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศสในดินแดนอินโดจีน ผลงานของเธอมักเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนฝรั่งเศสในดินแดนต่างถิ่นเช่นใน The Lover (ซึ่งฌอง ฌาค อันโนล์ดนำมากำกับกลายเป็นหนังอีโรติกชื่อดัง), Un Barrage contre le Pacifique ซึ่งตอนนี้ฤทธี ปาห์น ผู้กำกับชาวกัมพูชากำลังสร้างอยู่ หรือในหนังที่เธอกำกับเองและโด่งดังที่สุดอย่าง India Song

ความคล้ายคลึงระหว่างดูราส์กับเดนีสคือทั้งคู่ต่างใช้เวลาในวัยเด็กของตนอยู่ในดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศส ที่แตกต่างกันคือ ดูราส์ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนอินโดจีน ส่วนเดนีสอยู่ที่ทวีปแอฟริกา

Beau Travail เป็นหนังที่สร้างชื่อให้กับเดนีสมากที่สุด อีกทั่งมันได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดของเธอด้วยเช่นกัน หนังเล่าเรื่องผ่านมุมมองของนายทหารกัลลอปที่หวนระลึกเมื่อครั้งตัวเองยังประจำการอยู่ที่ค่ายทหารฝรั่งเศสในสาธารณรัฐดจิบูติของทวีปแอฟริกาตะวันออก เขามีชีวิตที่ค่ายทหารนั้นอย่างผาสุกจนกระทั่งมีทหารหนุ่มนายหนึ่งนามเซนเตียงผู้มีรูปหน้าและเรือนกายที่งดงาม เซนเตียงดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของฟอร์เรสติเยร์หัวหน้านายทหารที่ค่ายนั้น กัลลอปรู้สึกริษยาในตัวเซนเจียง และในขณะเดียวกันเขาก็เกิดความรู้สึกหึงหวง เขาไม่อยากให้ฟอร์เรสติเยร์หลงใหลในตัวของเซนเตียงจึงคิดวางแผนการต่าง ๆ นานาเพื่อยับยั้งไม่ให้เซนเตียงกลายเป็นที่ชื่นชอบไปมากกว่านี้

อาณานิคมภายนอก

หนังเปิดฉากมาเป็นภาพวาดบนฝาผนังของเหล่าทหารฝรั่งเศสที่เคลื่อนทัพเข้ามาในกาฬทวีปพร้อมเสียงเพลงปลุกใจของเหล่าทหาร ก่อนที่หนังจะตัดเข้าไปในฉากผับเต้นรำในดจิบูติ บรรดาหญิงพื้นเมืองหลายคนเยื้องย้ายไปมาบนฟลอร์เต้นรำที่เป็นทำนองตะวันตกแต่มีเนื้อร้องเป็นภาษาท้องถิ่น พวกเธอร่ายรำไปมาบนฟลอร์ข้างเคียงกับเหล่าทหารฝรั่งเศส

ถึงแม้จะหลุดจากการตกเป็นเมืองขึ้น แต่ประเทศทั้งหลายที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นย่อมประสบปัญหาบางอย่างตามมา นั้นคือถึงร่างกายของพวกเขาจะไม่ถูกบีบบังคับพันธนาการด้วยอาวุธของเจ้าอาณานิคม แต่ประชาชนในประเทศนั้น ๆ กลับตกเป็นอาณานิคมทางความคิด

สิ่งที่ตกค้างอยู่เสมอ ๆ ในทุก ๆ ประเทศหลังอาณานิคมคือวัฒนธรรมเชื้อความคิดค่านิยมของอดีตเจ้าอาณานิคมยังฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนแม้ประเทศจะประกาศอิสรภาพแล้วก็ตาม

หนังเรื่องนี้สะท้อนโลกหลังยุคอาณานิคมผ่านภาพแทรกหลายครั้งของชีวิตประจำวันของบรรดาคนพื้นเมืองที่ตะวันตกยังส่งอิทธิพลอยู่แม้ว่าจักรวรรดิจะหายไปแล้ว เช่น กลุ่มหญิงสาวพื้นเมืองที่ซุบซิบกันด้วยภาษาท้องถิ่นขณะกำลังมองดูนายช่างไฟปีนเสาไฟฟ้า หรือตลาดที่เต็มไปด้วยป้ายสติ๊กเกอร์โฆษณาน้ำอัดลมจากอเมริกา และเหล่าหญิงสาวในบาร์ที่แต่งกายสไตล์ตะวันตก

เราจะพบว่าชาวพื้นเมืองที่หนังนำเสนอเสียส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้หญิงแทบจะทั้งสิ้น บางทีก็มีผู้ชายบ้างแต่ก็ค่อนข้างน้อย แล้วพอนำมาเทียบกับคนฝรั่งเศสในเรื่องซึ่งเป็นทหารชายอกสามศอกด้วยแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างคนฝรั่งเศส/คนดจิบูติ เจ้าอาณานิคม/คนอยู่ใต้การปกครอง จึงกลายมาเป็นความสัมพันธ์ของชาย/หญิง ผู้เป็นใหญ่/ผู้เป็นรอง หนังนำเสนอภาพคนดจิบูติเป็นหญิงสาวที่ถูกครอบงำโดยค่านิยมของเจ้าอาณานิคมชายอย่างฝรั่งเศส

หนังยังเสนอท่าทีบางอย่างของความเป็นเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส เมื่อตัวละครกัลลอปกลัวว่าฟอร์เรสติเยร์จะหมกมุ่นกับเซนเตียงมากเกินไป เขาจึงออกอุบายหาข้ออ้างพาทหารทั้งค่ายออกไปซ่อมถนนที่อีกเขตหนึ่งซึ่งห่างไกลออกไป เพื่อแยกเซนเตียงออกไปจากฟอร์เรสติเยร์ เมื่อเหล่าทหารมาที่ค่ายแห่งใหม่ พวกเขาก็เริ่มวางก้อนหินล้อมรั้วกางลวดหนามบอกอาณาเขตโดยมีชาวพื้นเมืองมองดูอยู่ที่ริมรั้ว

จากพื้นที่ที่เดิมเคยเป็นของชาวพื้นเมือง บัดนี้กลับถูกกั้นออกเป็นที่ของกองทัพฝรั่งเศส พื้นที่ตรงนั้นกลายเป็น พื้นที่อื่น’ heterotopia มันเป็นอาณาเขตของฝรั่งเศสบนพื้นดินของดจิบูติ โดยข้ออ้างว่าจะมาเปลี่ยนพื้นดินที่ขรุขระไปด้วยก้อนอิฐหินกรวดให้กลายเป็นลานถนนราบเรียบ จึงทำให้มีการเจียดปันพื้นที่ส่วนนี้กลายมาเป็นที่ตั้งของค่าย โดยไม่ได้คำนึงว่าถนนที่จะสร้างขึ้นมาใหม่นั้นมีความจำเป็นต่อชาวพื้นเมืองแค่ไหน หนังมีฉากหนึ่งขณะที่เหล่าทหารกำลังขุดกวาดดินอยู่นั้นมีรถตู้คันหนึ่งขับผ่านคนท้องถิ่นบนรถตู้หันออกมามองเหล่าทหารที่กำลังขุดดินอยู่ ทั้ง ๆ ที่ที่บริเวณแถวนั้นก็มีถนนอยู่แล้วเส้นหนึ่ง จะสร้างอีกเส้นหนึ่งขึ้นมาอีกทำไมใกล้ ๆ กัน

ความขัดแย้งระหว่างคนท้องที่กับอดีตเจ้าอาณานิคมที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในตอนท้ายเรื่อง เมื่อกัลลอปพยายามจะหาเรื่องเซนเตียงโดยการสั่งลงโทษทหารเวรคนหนึ่งซึ่งเข้าเวรพร้อมกับเซนเตียง ด้วยสาเหตุว่าทหารนายนั้นไม่ได้มาเข้าเวรตามที่แบ่งเวรกัน นายทหารผู้โชคร้ายนายนั้นได้ให้เหตุผลว่าเพราะเขาเป็นมุสลิมที่ต้องออกไปทำละหมาด แต่กัลลอปไม่รับฟังเหตุผลนี้ เขาสั่งให้นายทหารมุสลิมคนนั้นขุดหลุมเปล่าไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะสั่งให้หยุด นายทหารขุดจนฝ่ามือแตกเป็นเลือดแดงไหลอาบ แต่กัลลอปก็ยังไม่สั่งหยุด ทหารอีกคนในค่ายที่เป็นแอฟริกามุสลิมมองดูเพื่อนอย่างเห็นใจ กัลลอปเข้าพูดกับนายทหารคนนั้นเมื่อเห็นว่าเขากำลังทำสีหน้าเป็นห่วงเพื่อนอยู่ว่า บักก้า นายไม่ใช่แอฟริกันนะ นายเป็นทหาร

ถ้าเรามองว่าการเป็นทหารเป็นสิ่งที่มาจากข้างนอก มาจากตะวันตก การเป็นทหารที่มาแทนการเป็นคนแอฟริกาหรือหน้าที่ของทหารนั้นสำคัญกว่าหน้าที่ของมุสลิม การมองด้วยระบบคิดเช่นนี้จึงเป็นเหมือนการเข้าครอบงำของวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ายึดครองตัวบุคคลในดินแดนอาณานิคม เขาต้องละทิ้งตัวตนในเชื้อชาติดั้งเดิมของเขา (ไม่ปฏิบัติศาสนกิจ) ก่อนที่จะได้รับการยอมรับจากเจ้าอาณานิคม (สังกัดเป็นทหาร)

อาณานิคมภายใน

 

มิเชล ฟูโกต์ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสผู้ทรงอิทธิพลในยุคศตวรรษที่ 20 เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตัวเขานั้นละเลยที่จะกล่าวถึงลัทธิล่าอาณานิคมของชาติยุโรป เขาตอบว่าจริง ๆ แล้วเขาก็สนใจในลัทธิอาณานิคมเพียงแต่เขาสนใจในอาณานิคม ภายในมิใช่ ภายนอก

ฟูโกต์แบ่งอาณานิคมออกเป็น 2 แบบ แบบแรกอาณานิคมภายนอกเป็นแบบที่เราเข้าใจกันดีนั้นคืออาณานิคมระหว่างประเทศ มีการล่าเมืองขึ้น และประเทศไหนที่ตกเป็นเมืองขึ้นจำต้องซึมซับเอาค่านิยมวัฒนธรรมของประเทศเจ้าอาณานิคมมาใช้ อะไรที่เจ้าอาณานิคมเห็นว่าดี ก็มองว่าดีตาม แม้ว่าจะมีการละทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนไป

ในแบบที่สองคืออาณานิคมภายใน นั่นคือการควบคุมบงการคนภายในสังคมของตัวเอง ไม่ใช่การควบคุมข้ามวัฒนธรรมหรือสังคม การควบคุมแบบนี้จะออกมาในลักษณะเช่น การวางบทบาทพลเมืองดีในสังคมว่าควรเป็นเช่นไร แล้วรัฐหรือผู้ปกครองจะใช้สื่อและสถาบันต่าง ๆ เช่นสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษาในการสร้างค่านิยมหรือกรอบที่ทำให้คนในสังคมอยากเป็นเหมือนในกรอบที่ว่า เช่น เยาวชนที่ดีต้องไม่เสพยา, เป็นคนไทยต้องสู้เพื่อชาติ เป็นต้น

อาณานิคมในลักษณะนี้นั้นอาณาเขตที่ถูกยึดครองจึงไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นร่างกายของปัจเจกชน

ในหนังสือ The Order of Things ของฟูโกต์ ตอนหนึ่งฟูโกต์เขียนบรรยายถึงทหารนักรบเมื่อหลายร้อยปีก่อนว่าทหารสมัยก่อนต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งคือต้องมีกล้ามอก ปลีน่องแข็ง บ่ากว้าง กล้ามแขนเป็นมัดวง หรือพูดง่าย ๆ คือร่างกายที่กำยำล่ำสัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับทหารปัจจุบันที่ไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติที่ว่า เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่ามนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์น่ะสิ

ฟูโกต์เชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นกรงที่ครอบขังเรา เพราะเราเชื่อในศาสตร์ศาสตร์นี้เราจึงยอมให้มันมาบงการความคิดของเรา วิทยาศาสตร์ใช้ศึกษาร่างกายของมนุษย์เราจึง รู้ว่าอะไรควรไม่ควรกระทำต่อร่างกาย แล้วเราก็นำ ข้อเท็จจริงนั้นมาใช้ควบคุมความประพฤติของเรา เช่น ไม่ควรกินของหวานเยอะเกิน ไม่ควรกินของที่มีไขมันมาก ด้วย ข้อเท็จจริงเหล่านี้เราจึงหากฎต่าง ๆ มาตีกรอบเรา

ย้อนกลับไปที่ทหารสมัยโบราณใหม่อีกที ในขณะที่คุณสมบัติทหารในอดีตมาจากร่างกายที่กำยำแต่แรกอยู่แล้ว เป็นคุณสมบัติทางชีวภาพ นั้นคือคุณจะเป็นทหารได้ร่างกายคุณต้องล่ำเสียก่อน แต่ในปัจจุบันคุณไม่ต้องล่ำก็ได้ เพราะวิทยาศาสตร์สอนเราว่าเราสามารถฝึกร่างกายมนุษย์อย่างไรให้ได้กำยำแบบที่ต้องการ

ใน Beau Travail สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ คือหลายครั้งหนังตัดสลับภาพคนพื้นเมืองกับทหารในค่ายทำกิจกรรมบางอย่างคล้าย ๆ กันเช่น ตากผ้า เต้นรำ เดินบนทางกรวด แต่สิ่งที่แตกต่างคือกิจกรรมของเหล่าทหารนั้นทุกท่วงท่าล้วนถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบ

ที่ชัดเจนมากคือฉากที่หนังนำภาพหญิงสาวพื้นเมืองเต้นรำโยกย้ายไปมาในผับอย่างเสรีมาตัดเป็นภาพทหารกำลังเต้นออกกำลังกายบริหาร ที่ท่วงท่าต่าง ๆ ถูกบังคับจับวางให้เป็นไปตามกฎระเบียบ หรือตอนหนึ่งหนังถ่ายให้เห็นราวตากผ้าของทหารที่เต็มไปด้วยเสื้อกล้าม ชุดชั้นใน ถุงเท้าที่มีแต่สีเขียว ที่เราดูแล้วแยกแยะไม่ออกว่าเสื้อตัวไหนเป็นของใคร แล้วหนังก็ตัดไปที่ราวตากผ้าของคนพื้นเมืองที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าหลากสีสัน หรือภาพพ่อแม่ลูกชนพื้นเมืองเดินไปตามถนนกรวด ตัดกับภาพทหารเดินเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบในจังหวะการเดินที่พร้อมเพรียง

เรือนร่างของทหารในเรื่องเต็มไปด้วยมัดกล้าม ทหารทุกคนล้วนมีหุ่นดุจนายแบบ ร่างกายเหล่านั้นก็เช่นกันมันถูกถ่ายบันทึกลงในหนังออกมาเหมือนวัตถุสำหรับการจ้องมอง เป็นของสวย ๆ งาม ๆ ที่เหมาะแก่การมอง หรือร่างกายเหล่านี้ถูกทำให้กลายเป็นเพศหญิง (feminized) เพื่อถูกจ้องมอง และการกลายสภาพร่างกายของทหารให้กลายเป็นเพศหญิงก็ย้อนกลับไปในความสัมพันธ์ตอนต้นว่าทหารเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ชายฝรั่งเศส แต่ร่างกายของเขานั้นเป็นผู้หญิงหรือผู้เป็นรองผู้ถูกปกครอง เป็นดินแดนอาณานิคมอีกประเภทหนึ่ง

หนังทำให้เรากลับไปตั้งคำถามถึงการตกเป็นอาณานิคมว่าใครกันแน่ที่ตกเป็นอาณานิคม ตัวละครกัลลอปเองดูจะเป็นตัวละครที่มีความแปลกแยกอย่างมาก เขาพยายามจะเป็นคนโปรดของฟอร์เรสติเยร์ กัลลอปอยากเป็นที่ถูกใจ พยายามจะเป็นทหารที่ดีตามมาตรฐานของฟอร์เรสติเยร์

จากตรงนี้นักวิจารณ์หลายคนมักตีความว่ากัลลอปเป็นพวกรักร่วมเพศ การที่เขาเคร่งในกฎระเบียบมากมายบ้าอำนาจโชว์พลังอาจมองได้ว่าเพราะเขาพยายามนำความเป็นทหารมาปกปิดความหลงใหลในเพศเดียวกันของตัวเขาเอง ในหนังมักแทรกภาพเขากำลังรีดเสื้อเชิ๊ตสีดำตัวหนึ่ง ซึ่งเขาใส่ในตอนจบหลังจากที่เขาถูกไล่ออกจากค่ายเมื่อถูกจับได้ว่าจงใจกลั่นแกล้งเซนเตียง เขาใส่ชุดดำนั้นเข้าไปในผับในดจิบูติ เขายืนอยู่คนเดียวบนฟลอร์ เมื่อเสียงเพลงดังขึ้นแล้วเขาเริ่มขยับร่างกายทีละน้อย ๆ จนสุดท้ายแขนขาของเขาก็เคลื่อนไหวอย่างไม่สัมพันธ์กันราวจะแยกออกจากร่าง ตอนนั้นเหมือนร่างของเขาร่ายรำราวหลุดจากอาณัติบงการใด ๆ

เสื้อสีดำอาจมองอีกแง่ว่ามันคือสีดำของผิวกายชาวแอฟริกา หรือคือความแปลกแยกในโลกของคนผิวขาว ทั้งเรื่องเราจะเห็นแต่กัลลอปรีดเสื้อดำตัวนี้อย่างทะนุถนอม ราวกับว่านั้นคือชุดที่เป็นตัวตนของเขาจริง ๆ เป็นเสื้อที่เขาต้องการจะใส่มันจริง ๆ มิใช่เครื่องแบบทหาร แต่เสื้อที่ว่าเป็นสีดำหรือสีของความเป็นอื่น ทำให้เขาไม่สามารถใส่มันได้ (อีกแง่อาจมองว่าเสื้อดำคือความต้องการในเพศเดียวกันของเขาที่ต้องปิดบัง)

เราจะได้เห็นกัลลอฟสวมชุดดำสองครั้งในหนัง คือฉากจบ และตอนต้นเรื่องที่กัลลอปสวมชุดดำเดินไปมารอบ ๆ เมืองในดจบูติอย่างเดียวดาย อ้างว้าง เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อไร มันอาจจะเป็นฉากแฟลชฟอร์เวิร์ดหรืออาจจะเป็นฉากในความฝันของกัลลอป ที่อยากจะสวมชุดดำเดินไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องอินังต่อสิ่งใด



edit @ 4 Jun 2008 08:54:39 by สมเสร็จที่บางแค

2008/Jan/14

เมื่อผู้หญิงนั้นถูกสร้าง

ในหนังสัญชาติอิหร่านของมาร์ซิเยห์ เมชกินี่ The Day I Became a Woman มีฉากหนึ่งที่เด็กสาว ฮาวา ขออนุญาตแม่ไปเล่นกับเด็กผู้ชายแถวบ้าน แม่เธอห้ามปรามพร้อมอ้างเหตุว่าเธออายุครบ 9 ขวบในวันนี้ เธอกลายเป็นผู้หญิงไปแล้ว จะไปเล่นกับเด็กผู้ชายอีกไม่ได้ แต่ฮาวาต่อรองกับแม่ว่าฮาวาเกิดตอนเที่ยงวัน ดังนั้นก่อนจะถึงเที่ยงวัน เธอก็ยังสามารถไปเล่นกับเด็กผู้ชายได้เพราะเธอยังเป็นเด็กอยู่ เมื่อแม่เธอได้ฟังดังนั้นจึงอนุญาตให้เธอออกไปหาเพื่อน

จากฉากข้างต้นเราจะเห็นตรรกะแปลก ๆ ของหนังและตัวละคร เช่น ฮาวาสามารถบ่ายเบี่ยงที่จะเป็นผู้หญิงโดยขอผัดผ่อนกับแม่ตัวเองได้ ความเป็นผู้หญิงสามารถผัดผ่อนได้ด้วยเหรอ ? มันไม่ใช่สิ่งที่มีมาตั้งแต่เกิดเหรอ ? ฮาวาจะกลายเป็นผู้หญิงเมื่อนาฬิกาลากเข็มสองเข็มทับกันบนเลขสิบสองแต่ถ้าไม่มีนาฬิกามาคอยบอกเวลาฮาวาจะกลายเป็นผู้หญิงไหม ? หรือถ้าแม่ของเธอไม่มาตามแล้วบังคับให้ฮาวาสวมผ้าคลุมศรีษะเพื่อแสดงสถานะของตัวเอง เธอจะกลายเป็นผู้หญิงไหม?

เราเข้าใจจากเหตุการณ์ในหนังข้างต้นได้ว่าความเป็นผู้หญิงเป็นสิ่งที่มาจากข้างนอกตัวผู้หญิง ไม่ได้เกิดขึ้นหรือมีมาตั้งแต่ผู้หญิงเกิด ทารกเพศหญิงมิได้เกิดออกมาจากช่องคลอดพร้อมกับกระโปรง กระโปรงมิใช่อวัยวะติดตัวของมนุษย์เพศหญิงเช่นใด ความเป็นผู้หญิงก็เป็นเพียงเครื่องแต่งกายอย่างหนึ่งของมนุษย์เพศหญิงเช่นนั้น (ที่ต้องสวมไว้ ไม่งั้นโป๊ แล้วสังคมจะประณาม) ความเป็นผู้หญิงเป็นสิ่งที่คนภายนอกไปสร้าง ไปมอบ นำไปให้กับตัวมนุษย์ที่มีอวัยวะเพศหญิง

ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงควรเปลี่ยนชื่อเป็น The Day I Was Made a Woman

เมื่อปี 2005 ฮอลลีวู้ดมีหนังเกี่ยวกับเกอิชาเรื่อง Memoirs of a Geisha โดยผู้กำกับร็อบ มาร์แชลล์ (Chicago) ซึ่งก็โดนสื่อญี่ปุ่นด่ากันอย่างสาดเสียเทเสียทั้งข้อหาบิดเบือนเสนอภาพเกอิชาอย่างผิด ๆ หรือการนำนักแสดงจีนมาเล่นเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นแล้วพยายามให้พวกเธอพูดอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นซึ่งผลออกมาดูเสแสร้งเหลือทน ต่อมาปี 2006 ที่ญี่ปุ่นเองก็มีหนังจากผู้กำกับหญิงที่ผันตัวจากช่างภาพนิ่งมาลองกำกับภาพเคลื่อนไหวหนังมีสีสันสรรมาอย่างจัดจ้านไม่แพ้กับภาพนิ่งของเธอ มิกะ นินากาว่า ได้นำเอาหนังสือการ์ตูนเนื้อหาเกี่ยวกับโออิรัน (หญิงโสเภณี) มาตีความให้เป็นภาพ และได้รับเสียงชื่นชมพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับหนังจากฮอลลีวู้ดอีกเรื่องแล้ว

ในสื่อญี่ปุ่นอย่าง The Japan Times ได้กล่าวถึงหนังทั้ง 2 เรื่องไว้ว่า

“How did "Memoirs of a Geisha" ("Sayuri" here in Japan) get it so drearily wrong -- and Mika Ninagawa's new film, "Sakuran," get it so gloriously right?”

เจแปน ไทม์ กำลังบอกว่าหนังของฮอลลีวู้ดนั้น ‘drearily wrong’ และหนัง Sakuran นั้น ‘gloriously right’


เมื่อผู้หญิงนั้นมีหลายแบบ

อะไรคือสิ่งที่ถูกและผิดในบทความนี้ อะไรที่เราถือว่าถูกและอะไรที่ถือว่าผิด ซึ่งความถูกผิดที่ว่าคงไม่ใช่ความถูกผิดสมจริงทางประวัติศาสตร์ เพราะถึงแม้หนังฮอลลีวูดที่นำแสดงโดยจางจื่ออี้จะโดนวิพากษ์ในข้อหาความไม่สมจริงต่าง ๆ เช่นท่าเต้นรำของเกอิชา หรือเครื่องแต่งกายที่ผิดไปจากความเป็นจริง แต่เมื่อมาดูหนังญี่ปุ่นอย่าง Sakuran เราก็จะพบว่ามันยิ่งไม่น่าจะถูกต้องในทางประวัติศาสตร์เข้าไปอีก เมื่อดูองค์ประกอบการกำกับศิลป์ที่ล้นหลากไปด้วยลูกเล่นด้านภาพสีสัน ทั้งเครื่องแต่งกายลวดลายฉูดฉาดวิลิศล้ำ (กิโมโนลายตารางหมากรุก, ลายม้าลาย) ฉากภายในซ่องที่ประดับตกแต่งได้แสนวิไลชวนสงกาในความเป็นจริง บรรดานางคณิกาที่แต่งหน้าแต่งตัวประชันโฉมอวดความงามกันราวกับอยู่ในงานแฟชั่นโชว์ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้เมื่อเอาไปเทียบกับหนังฮอลลีวู้ดแล้วแทบจะทำให้เราสามารถส่ง Memoirs of a Geisha เข้าชิงออสการ์สาขาหนังสารคดียอดเยี่ยมได้เลย

แล้วอะไรล่ะคือความ ‘drearily wrong’ กับ ‘gloriously right’ ตามความหมายในบทความ มันเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ สิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็นอย่างง่ายดายต่อสายตา แน่นอนว่าความความถูก ความผิดตามความหมายของบทความไม่จำกัดวงแคบแค่เพียงความสมจริงที่มองเห็นได้ แต่เป็นความจริงอย่างอื่น

สิ่งที่ทำให้หนังทั้ง 2 เรื่องถูกจับมาเปรียบเทียบกันน่าจะมาจากภาพเสนอของผู้หญิง หนังทั้ง 2 เรื่องไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันแต่เสนอภาพผู้หญิงที่อยู่ในกรอบธรรมเนียมที่คล้าย ๆ กัน MOAG เลือกที่จะโฟกัสไปที่ เกอิชา หรือที่แปลความหมายตามคำแล้วหมายถึง ศิลปิน ส่วนหนังญี่ปุ่นสนใจที่จะเสนอเรื่องของโออิรัน ซึ่งมีความหมายว่า โสเภณี

หนังทั้งสองเรื่องเสนอภาพผู้หญิงในกรอบสังคมเหมือนกัน แต่ก็ต่างกันด้วยคุณลักษณะผู้หญิงในเรื่อง เรื่องหนึ่งเกอิชาไม่ใช่โสเภณีเธอมีสถานะดุจศิลปิน ควรค่าแก่การทะนุถนอม เป็นผู้หญิงที่สวยงามเลอค่าบอบบาง ส่วนอีกเรื่องโออิรันคือกะหรี่ต่ำช้า ผู้หญิงในเรื่องเต็มไปด้วยจริตราคะ ทะเยอทะยานละโมบโลภสัน

เมื่อมองตามลำดับการออกฉาย เราอาจมองได้ว่า Sakuran เป็นเหมือนจดหมายที่คนญี่ปุ่น (ซึ่งในที่นี้คือผู้หญิง ทั้งผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ คนเขียนบทและคนเขียนการ์ตูนต้นฉบับ) เขียนตอบโต้ไปหาฮอลลีวู้ด (ที่มีรสนิยมแบบชายผิวขาว) โดยในซองจดหมายมีเนื้อหาตบหน้ารสนิยมของบรรดาชายชนชั้นกลางผิวขาวในประเทศมหาอำนาจทั้งหลายว่าอย่างมงายอยู่กับมายาภาพผู้หญิงเอเชียที่ตนสร้างขึ้นมานักเลย !

อะไรคือมายาภาพผู้หญิงเอเชียที่บรรดาคนผิวขาวคิดฝัน ภาพผู้หญิงผู้สงบเสงี่ยมพินอบพิเทา เอาใจสามีคนรักชายอย่างเทิดทูนเหนือหัว เป็นช้างเท้าหลังคอยเดินตามช้างเท้าหน้าอย่างบุรุษเพศต้อย ๆ อย่างไม่ตั้งคำถาม ความสุขของคนรักชายคือความสุขทั้งชีวิตของตน

Memoirs of a Geisha แต่งขึ้นโดยอาเธอร์ โกลเด้น เป็นชายอเมริกัน หนังสือตีพิมพ์ขึ้นเมื่อปี 1997 และได้รับความนิยมอย่างมากตามประสาอาการกระหายความ exotic ของชาวตะวันตก เราอาจสามารถมองภาพผู้หญิงที่ชาวตะวันตกฉาย (project) ไปสู่ตัวผู้หญิงเอเชียได้ว่าเป็นกระแสทวนกับสตรีนิยมสายเสรีนิยมที่มักชักชวนให้ผู้หญิงออกมานอกบ้านละทิ้งงานในครัวและกิจบนเตียงออกมาสู้รบปรบมือกับผู้ชายในกระแสสังคมธุรกิจ เรียกร้องให้ผู้หญิงมีความเสมอภาคเท่าเทียมกับเพศชาย เข้าทำนอง จะชายหรือหญิงมันก็คนเหมือนกัน

จริงอยู่ที่สตรีนิยมรุ่งเรืองสุดขีดในยุค 70 แต่เชื้อความคิดของมันไม่ได้ผละไปจากสังคมตะวันตกง่าย ๆ แต่ยังตกทอดมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน ผู้หญิงเรียกร้องในสิทธิของตัวเองมากขึ้น จึงเกิดคำว่า Political Correctness ซึ่งใช้ในแวดวงวรรณกรรมกับงานเขียนที่เปิดพื้นที่ให้กับผู้หญิง และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ เช่น เกย์ คนแอฟริกัน-อเมริกา และอื่น ๆ เพื่อทลายรสนิยมหรือกรอบความคิดแบบชายชนชั้นกลางผิวขาวที่ครอบงำสังคมมาอย่างยาวนาน

เมื่อสังคมตะวันตกมีการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงที่รุนแรง หนังในยุค 70 หลายเรื่องถูกนำมาตีความในแง่เฟมินิสต์ทั้งหนังจากฝั่งยุโรปและอเมริกันอย่าง Celine and Julie Go Boating (2 สาวแสนซนหลอกล้อกับความคิดแบบเพศชายเป็นใหญ่) Norma Rae (หญิงสู้ชีวิต ผู้นำการประท้วงของชนชั้นแรงงาน) แต่ในหนังจากญี่ปุ่นซึ่งกระแสเฟมินิสต์แบบเสรีนิยมไม่ได้รุนแรงเท่าก็มีหนังที่มีเนื้อหาแบบเฟมินิสต์เช่นกัน แต่มีข้อแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จากหนังของผู้กำกับญี่ปุ่นรุ่นเก่าเก๋าที่ขึ้นชื่อในการทำหนังที่เสนอภาพผู้หญิงแบบเฟมินิสต์อย่างเคนจิ มิโซงุจิหรือมิกิโอะ นารูเสะ เราจะพบว่าผู้หญิงในหนังของพวกเขากับผู้หญิงในหนังตะวันตกนั้นต่างกัน แม้ว่าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเฟมินิสต์ทั้งคู่ ในขณะที่หนังจากชาติตะวันตก ผู้หญิงถูกเสนออย่าง active พวกเธอพยายามถอนทำลายความคิดแบบเพศชาย หรือลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบบชายเป็นใหญ่ แต่หนังหลายเรื่องของมิโซงุจิและนารูเสะ (เช่น A Woman Ascends the Stairs ของฝ่ายหลัง) ผู้หญิงจะซ่อนตัวอยู่ในชุดกิโมโนที่ห่มคลุมตนอย่างมิดชิด พวกเธอจะดำรงความเป็นแม่และเมียที่ดีเลิศ พวกเธอช่างอบอุ่นเปี่ยมไปด้วยเมตตาจิตแบบมารดา พวกเธอต่อสู้ชีวิตด้วยความอ่อนโยน พวกเธอไม่ได้คิดจะเรียกร้องให้ตัวเองได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย แต่กลับพยายามเอาตัวรอดในสังคมด้วยความเป็นผู้หญิง (นั้นคือความอ่อนโยนนุ่มนวลแบบสตรีเพศ)

เฟมินิสต์ในหนังตะวันตกหลายเรื่องเสมอมาจึงเป็นภาพหญิงสู้ชีวิต (นึกภาพอีริน บร็อกโควิช) สตรีผู้ดุดันไม่ยอมผู้ชายง่าย ๆ ต่างกับผู้หญิงเอเชียที่กลับนุ่มนิ่มชวนใคร่ครวญ พวกเธอไม่เห็นต้องแหกปากเรียกร้องอะไรพวกเธอก็อยู่ได้ บรรดาเหล่าสตรีหัวแดงหัวทองพวกนี้สิที่เอาแต่เรียกร้องชวนระคายใจยิ่งนัก

Memoirs of A Geisha ทั้งในหนังและหนังสือจึงเหมือนเป็นการเติมเต็มในส่วนที่ขาดของจินตนาการผู้ชายผิวขาว ภาพผู้หญิงที่เรียบร้อยไม่มีปากเสียงน้อมรับสภาพของตนอย่างดุษณี เป็นช้างเท้าหลังอย่างสมบูรณ์เพียบพร้อมและไม่ตั้งคำถาม ในเมื่อบรรดาผู้หญิงผิวขาวในประเทศตนไม่สามารถมารับตำแหน่งหน้าที่นี้ได้ (เดี๋ยวเขาจะหาว่าเชย เฟมินิสต์ผ่านเป็นสิบ ๆ ปี ยังมัวดักดานกับภาพผู้หญิงเรียบร้อยอยู่อีก) ภาพผู้หญิงแสนดีจึงถูกโอนถ่ายส่งต่อไปยังผู้หญิงเอเชีย อย่างในหนังเรื่อง Memoirs of A Geisha

ผู้หญิงเอเชียที่ดีในสายตาของคนตะวันตกจึงต้องเป็นผู้หญิงที่มีลักษณะนุ่มนิ่มเรียบร้อยไปโดยปริยาย

เมื่อมองจากตรรกะผู้หญิงดีนี้ นางเอกใน MOAG อย่าง ซายูริ จึงถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นหญิงสาวเรียบร้อยผู้อ่อนต่อโลก เธอมอบความไว้วางใจให้กับบุรุษเพศ มอบชีวิตให้กับการตัดสินใจของเขา เธอเชื่อฟังคำสอนของผู้อาวุโส เชื่อในกฎระเบียบที่ได้รับการสั่งสอน กลับกันตัวละครอย่างมัตสึโมโมะของกงลี่กลับถูกนำเสนอในฐานะหญิงเจ้าอารมณ์ โมโหร้าย ไม่เชื่อฟังในกฎข้อบังคับต่าง ๆ และยังเที่ยวร่านระริกวิ่งหาผู้ชายมาปรนเปรอความกระหายทางเพศรสอย่างไม่หวั่นเกรงใด ๆ ถ้ายึดเอาตรรกะผู้หญิงดี-ผู้หญิงเลวข้างต้นมาเทียบ มัตสึโมโมะจึงตกอยู่ในฝ่ายผู้หญิงเลวโดยทันที เธอไม่เชื่อฟังแม่เล้าออกไปหาความสุขชั่วครั้งคราวกับชายอื่นที่ไม่ใช่ลูกค้า เธอจึงเป็นเพียงนังแพศยาคนหนึ่งในเนื้อเรื่อง ทั้งที่จริง ๆ การแสวงหาความสุขให้กับตัวเองในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งอาจทำให้เธอกลายเป็นเฟมินิสต์คนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ

นางเอกอย่างซายูริจึงเป็นเหมือนภาพอุดมคติของผู้หญิงเอเชียผู้อ่อนหวานเชื่อฟัง ตรงกันข้ามกับผู้หญิงใน Sakuran ที่ตั้งแต่ตัวนางเอก คู่แข่งนางเอก ไปจนถึงแม่เล้า ที่ทุกตัวไม่มีใครดีเลย (อาจยกเว้นเด็กผู้หญิงช่วงท้ายเรื่อง) ทุกตัวมีเลือดมีเนื้อมีอารมณ์รุนแรง ระเริงแรด ไม่ยี่หระในกฎเกณฑ์ใด ๆ ในขณะที่ MOAG ซายูริเป็นที่รักของคนดูได้ด้วยคุณธรรมความดีงามของเธอ ใน Sakuran คิโยฮะ นางเอกของเรื่องไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นผู้หญิงที่ดีตามแบบแผน แต่เธอก็เป็นที่รักของคนดูได้เช่นกัน

ที่บอกว่า Sakuran เป็นเหมือนการตอบโต้ MOAG ดูได้จากวิธีการสร้างผู้หญิงขึ้นมาในหนัง ขณะที่ต้นฉบับของ MOAG มาจากนวนิยายของผู้ชายผิวขาว ส่วน Sakuran มาจากการ์ตูนของนักเขียนหญิงชาวญี่ปุ่น การเสนอภาพผู้หญิงของทั้ง 2 เรื่องนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง MOAG เสนอภาพเกอิชาหรือศิลปินเป็นผู้หญิงผู้เพียบพร้อม จุดหมายสำคัญของพวกเธอคือการรอให้ผู้ชายมาเลือกเธอไปอยู่ด้วย แต่ใน Sakuran ผู้หญิงอย่างคิโยฮะ กลับเป็นฝ่ายเลือกผู้ชายเอง จริงอยู่เธอถูกเลือกค้าเลือก แต่ถ้าเธอไม่พอใจลูกค้าคนไหนเธอก็สามารถไล่ตะเพิดเขากลับไปได้เลย ในขณะที่ใน MOAG เซ็กส์เป็นเหมือนอาณาบริเวณลึกลับสำหรับซายูริ ที่เธอไม่เข้าใจ และหวาดกลัวที่จะเข้าไปสัมผัส และหนังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเธอมีความสุขกับเพศรส ความสุขจากการร่วมรักโดยมากเป็นความสุขของผู้ชาย เธอทำหน้าที่เป็นเพียงคนที่ทำให้ผู้ชายได้ลิ้มซาบรสหวานของกามกิจ โดยตัวเธอไม่แสดงออกถึงความสุขนั้น ๆ ตรงกันข้ามคิโยฮะใน Sakuran เรียนรู้เรื่องเซ็กส์เสียตั้งแต่ยังเด็ก ๆ การประกอบกามกรีฑาไม่ใช่เพียงแค่การรินความสุขใส่กายของผู้ชาย แต่เป็นการเติมความอิ่มเอมให้กับความรู้สึกของเธอ ใน MOAG ผู้หญิงกลายเป็นคนไร้เดียงสาในเรื่องเพศ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชายในการนำเธอไปสู่ความหฤหรรษ์ แต่ใน Sakuran ผู้หญิงกลายเป็นผู้ช่ำชองในกามกิจ บางคราเธอกลับเป็นฝ่ายเริ่มและนำกระบวนกามแทนตัวลูกค้าด้วยซ้ำ

ภาพผู้หญิงใน Sakuran จึงเป็นสวนทางกับเกอิชาใน MOAG ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาเลือก เธอสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเอง ภาพเสนอของผู้หญิงใน Sakuran จึงเป็นเหมือนการเข้าไปถอนทำลายภาพผู้หญิงเอเชียในจินตนาการของบรรดาฝรั่งหัวทอง ที่มองผู้หญิงเอเชียด้วยสายตาเหมารวม และเสนอความเป็นไปได้อันหลากหลายอื่น ๆ ของผู้หญิง

เมื่อผู้หญิงหลายแบบนั้นก็ยังถูกสร้าง

ถึงแม้ Sakuran จะเป็นเหมือนหนังที่แก้วาทกรรมผู้หญิงเอเชียของคนตะวันตก แต่ตัวหนังเองก็ยังติดบ่วงวาทกรรมอื่น ๆ ในสังคมอยู่ดี นั้นคือวาทกรรมผู้หญิงดี-ผู้หญิงเลว

แม้คิโยฮะจะเป็นกะหรี่ หรือผู้หญิงเลว แต่หนังก็เลือกที่จะนำเสนอเธอให้คนดูเอาใจช่วย และให้อภัยกับสถานภาพของเธอ (การเป็นกะหรี่) แต่กระนั้นตัวหนังเองนั่นแหละที่ก็ยังสร้างโครงสร้างเชิงความหมายเข้ามาครอบงำการกระทำของตัวละคร

เมื่อคิโยฮะก้าวขึ้นมาเป็นโออิรันเต็มตัว (ซึ่งเป็นตำแหน่งของโสเภณีที่งามและเป็นที่นิยมที่สุดในซ่อง) เธอมีแขกมากมายเข้าหาเธอ แขกบางคนเก็บเงินเป็นปี ๆ เพียงเพื่อจะมาลิ้มลองรสกามของเธอ แต่เธอเองกลับเบื่อหน่ายชีวิตในซ่อง เธอหลงรักเซอิจิ ชายหนุ่มที่คอยดูแลบรรดาผู้หญิงในซ่อง แต่เขากลับเหินห่างเธอ และเจ้าของซ่องยังคิดจะหาผู้หญิงอื่นมาแต่งงานกับเขาและส่งทอดให้เซอิจิเป็นคนดูแลซ่องต่อไป ในขณะเดียวกันตัวคิโยฮะเองก็มีซามูไรหนุ่มใหญ่สุภาพบุรุษมาติดพันและขอเสนอซื้อตัวเธอเป็นเงินจำนวนมาก คนในซ่องต่างมุ่งหมายให้คิโยฮะแต่งงานออกไป แต่ตัวเธอเองกลับรั้นปฏิเสธ เธอมีข้ออ้างสำคัญคือเธอตั้งครรภ์กับใครไม่รู้และตั้งใจว่าจะไม่แท้งเด็ดขาด เธอเข้าใจว่าการตั้งครรภ์ของเธอจะช่วยให้เธอพ้นสภาพจากการเป็นนางโลมไปวัน ๆ และพ้นจากการต้องแต่งงานกับซามูไรคนนั้นแม้เขาจะดีต่อเธอเสียเพียงไร ในฉากที่เธอต่อรองกับเขา เธอบอกกับเขาว่า เธอจะยอมแต่งงานกับเขาถ้าเขายอมรับลูกที่ไม่รู้เชื้อพ่อในท้องของเธอ เธอกระหยิ่มอิ่มเอิบในใจว่าเธอต้องหลุดจากการสมรสกับเขาแน่ ๆ เพราะซามูไรไม่น่าจะยอมรับลูกที่มาจากชายอื่นเป็นของแถมในงานวิวาห์ของตน แต่ผิดคาดเมื่อซามูไรตอบตกลง เขายอมรับเธอ แม้เธอจะท้องกับผู้ชายคนอื่นมา คิโยฮะตกใจ และในฉากเดียวกันนี้เองเธอล้มทรุดลงและแท้งลูก

ในฉากนี้เป็นฉากสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างความหมาย วาทกรรมที่ไหลเวียนอยู่ในสังคมต่อคุณลักษณะของผู้หญิงดี ผู้หญิงเลว

ในที่นี้ ผู้หญิงดีคือ แม่พระ ส่วนผู้หญิงเลวคือ กะหรี่ เมื่อคิโยฮะเริ่มเบื่อกับการบำเรอกามสุขให้กับประดาลูกค้า เธอก็ได้ตั้งครรภ์ เธอหมายหมั้นว่าพอเธอมีลูกเธอจะเลิกทำมาอาชีพนี้ พูดง่าย ๆ คือเธอเปลี่ยนจากการเป็นกะหรี่ไปเป็นแม่ จากผู้หญิงเลวไปเป็นผู้หญิงดี

เราจะเห็นว่าหนังต้องเสนอให้คิโยฮะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คือไม่ผู้หญิงเลวก็ผู้หญิงดี ไม่ขายตัวก็ต้องเลี้ยงลูก แต่จะมาทั้งขายตัวและเลี้ยงลูกไปพร้อม ๆ กันไม่ได้ เพราะไม่มีผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนหรอก ที่มีลูกทั้งคนแล้วยังขายตัวอยู่อีก (หรือถ้ายังขายต่อไป เธอก็จะกลายเป็นผู้หญิงชั่ว)

การปฏิเสธคำขอสมรสของซามูไรก็เช่นกัน เพราะถ้าเกิดเธอตอบตกลงไป ก็เหมือนว่าเธอยัง ขายตัวอยู่ดี เพราะเขาใช้เงินซื้อตัวเธอจากซ่องเพื่อมาแต่งเป็นเมียเขา ดังนั้นการแต่งงานกับเขาก็ไม่ได้ทำให้เธอหลุดไปจากสภาพกะหรี่ หรือไม่ทำให้เธอสามารถข้ามฟากจากผู้หญิงเลวไปฝั่งผู้หญิงดีได้

ดังนั้นสาเหตุที่เธอแท้งจึงเป็นเหมือนการสรุปยอดกรอบความคิดแบบผู้หญิงดี-เลวแบบนี้ ตอนแรกเธอยังท้องและปฏิเสธที่จะแต่งงานกับซามูไร นั่นคือเธอปฏิเสธจะขายตัวต่อไป และขอเลือกเป็นแม่ดีกว่า (ตอนนี้เธอยังเป็นผู้หญิงดีอยู่) แล้วพอคิโยฮะยื่นข้อเสนอต่อซามูไรว่าถ้าเขาจะแต่งกับเธอต้องรับลูกในท้องของเธอด้วย แต่ซามูไรเกิดแก้เกมเธอได้โดยการตอบตกลง เธอตกใจมากจึงแท้ง นั่นเพราะเมื่อซามูไรยอมรับลูกในท้องของเธอ แปลว่าข้อเสนอของเธอได้รับการแก้ไขเรียบร้อย เธอจะต้องแต่งงานกับเขาตามคำพูดของตัวเอง แปลว่าเธอยังต้องขายตัวให้เขาอยู่ดี เมื่อเธอยังต้องขายตัวให้เขา เธอก็ยังคงเป็นกะหรี่ต่อไป และเมื่อเธอยังเป็นกะหรี่ต่อไป สภาพของเธอจึงเหมือนถูกถีบส่งจากฝั่งผู้หญิงดีกลับไปสู่ผู้หญิงเลว จากแม่กลับไปเป็นกะหรี่ เมื่อเธอไม่ได้เป็นแม่อีกจ่อไปเธอจึงแท้ง

เพราะผู้หญิงเลวไม่ได้เป็นแม่คน ผู้หญิงเลวเป็นได้แค่ที่รองรับอารมณ์ใคร่ของคนอื่น เธอแท้งเพราะว่าเธอยังเป็นกะหรี่ และเมื่อยังเป็นกะหรี่เธอจะเป็นแม่ไม่ได้ สถานภาพทั้งสองอย่างไม่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกัน เธอต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

นึกถึงละครหลังข่าว เวลาผู้ชายที่แต่งงานแล้วมีเมียน้อย เมียหลวงจะอยู่บ้านง่ก ๆ เลี้ยงลูกไม่รู้เรื่องรู้ราว ผัวกลับบ้านมาก็หงุดหงิดสาดอารมณ์เสียใส่ แล้วออกไปหาเมียน้อยผู้ร่าเริงชำนาญกาม แต่พออีนังเมียน้อยจะเรียกร้องให้ผู้ชายหย่ากับเมียหลวงแล้วมาแต่งกับตน ผู้ชายก็จะตวาดกลับแล้วด่าอีเมียน้อยว่าเป็นผู้หญิงสกปรกไม่เหมาะจะเป็นแม่ให้กับลูก และยืนยันว่าตนเคารพรักเมียหลวงในฐานะแม่ของลูก ถึงแม้จะเบื่อรสจืดชืดบนเตียงก็ตาม

ผู้ชายมักแบ่งผู้หญิงเป็นหลายคน คนนึงไว้แต่งงานเป็นหน้าเป็นตาทางสังคม และมีอีกคนไว้เอา คนนึงเป็นสตรีสะอาดเป็นแม่ของลูก ไม่ได้เอาไว้เสพกาม ส่วนอีกคนเอาไว้เสพกาม แต่สกปรกเกินกว่าจะอยู่ร่วมด้วย

ผู้ชายไม่เอาผู้หญิง 2 ประเภทมาปะปนกัน พวกเขาแยกหล่อนขาดออกจากกัน จัดสรรแบ่งส่วนและหาเอาประโยชน์จากการจัดกลุ่มนี้

คือไม่ว่าคืนนี้ผู้ชายจะกลับไปบ้านหลังไหน สุดท้ายผู้หญิงของทั้ง 2 บ้าน ก็ตกอยู่ใต้อาณัติของผู้ชายอยู่ดี

Sakuran ในแง่หนึ่ง เป็นการปลดปล่อยผู้หญิงญี่ปุ่นออกจากกรอบการมองของคนตะวันตก แต่อีกด้านหนึ่งตนเองกลับตกอยู่ในวาทกรรมอีกประเภท ที่ก็ยังจองจำผู้หญิงอยู่เหมือนเดิม

 

edit @ 18 Jan 2008 14:05:15 by สมเสร็จที่บางแค

2007/Oct/14

ผมเพิ่งดูหนังฝรั่งเศส 2 เรื่องที่มีเนื้อหาบางอย่างคล้าย ๆ กัน และยังออกฉายไล่เลี่ยกันอีกด้วย Betty Fisher and Other Stories ของผู้กำกับ Claude Miller (Class trip, La Petit Lili) ออกฉายในปี 2001 และ Comedy of Innocence ของ Raoul Ruiz (Time Regained, That Day) ผู้กำกับสัญชาติชิลีที่หันมากำกับหนังในฝรั่งเศส

หนังทั้ง 2 เรื่องต่างตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแม่-ลูก และยังมีเนื้อเรื่องที่ชวนเหวออีกต่างหาก

 

ในหนังเรื่องแรก Betty Fisher ดัดแปลงมาจากหนังสือของนักเขียนหญิงชาวอังกฤษ รูธ เรนเดลล์ เรื่องเริ่มต้นเป็นภาพย้อนอดีต เมื่อ บริดจิตต์ (ซองดรีน คิบเบอร์แลง) ยังเป็นเด็กสาว เธอมีแม่ มาร์โก้ (นิโคล การ์เซีย) เป็นผู้หญิงประสายเสื่อมที่เหมือนสารเคมีในหัวไม่สมดุลตลอดเวลา จู่ ๆ แม่ก็ลุกขึ้นมาเอากรรไกรแทงฝ่ามือของเบ็ตตี้จนเกิดแผลเป็น

หลายปีต่อมา บริดจิตต์ ได้กลายมาเป็นนักเขียนชื่อดัง เธอเปลี่ยนชื่อเป็น เบ็ตตี้ เธอหย่ากับสามีและเลี้ยงลูกชายสี่ขวบ โจเซฟ ตามลำพัง เธอเป็นแม่ที่ดีของลูกเพื่อทดแทนปมในวัยเด็กที่ไม่มีโอกาสได้มีแม่ดี ๆ วันหนึ่งแม่เธอเดินทางจากสเปนมาเยี่ยมเธอที่ปารีส ในวันเดียวกันลูกชายของเธอประสบอุบัติเหตุตกหน้าต่างตาย เธอเศร้าโศกเสียใจมาก มาร์โก้ไม่รู้จะทำอย่างไร อาจด้วยสารเคมีในหัวที่ไม่ค่อยพอดีตรรกะของหล่อนเลยแปลก ๆ มาร์โก้หาทางปลอบโยนลูกสาวโดยการ...ไปขโมยเด็กที่ไหนก็ไม่รู้มาให้เบ็ตตี้เลี้ยง

แน่นอนคนสติดี ๆ ที่ไหนจะรับเด็กมาเลี้ยง แต่ไป ๆ มา ๆ เด็กที่พามามันน่ารักดี เบ็ตตี้เลยเริ่มใจอ่อน ขณะเดียวกัน คาโรล แม่ตัวจริงของเด็ก โฌเซ่ ก็ไม่ค่อยจะสนใจลูกทีหายไปเท่าไร เพราะเธอกำลังติดผู้ชายคนใหม่ คาโรลเป็นสาวเสิร์ฟในร้านอาหาร เธอมีเสน่ห์ยวนยั่วทั้งลูกค้าและเจ้าของร้าน พอลูกหายเธอปล่อยให้หายไป 2 วันก่อนค่อยแจ้งตำรวจ พอเรื่องดำเนินไป คนดูก็ไม่ค่อยจะรู้สึกอีนี่มันจะห่วงใยลูกอะไร เธอพูดว่าบางทีเด็กมันอาจไปเจอบ้านหลังใหม่ ครอบครัวใหม่ที่เลี้ยงได้ดีกว่าเธอ

และหนังยังมีตัวละครอีกมากมายตามมาเป็นขบวน ฟรองส์ซัว ผู้ชายคนล่าสุดและกำลังจะกลายเป็นอดีตของคาโรล เขาเป็นชายผิวดำที่ดูจะดูแลลูกของคาโรล ดีกว่าแม่แท้จะดูแลเสียอีก พอเด็กหายไปเขากลับกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตาตำรวจ แต่ตัวเขากลับสงสัย อเล็กซ์ ผู้ชายในอดีตของคาโรล ซึ่งน่าจะเป็นพ่อของโฌเซ่ได้ แต่อเล็กซ์เป็นผู้ชายกะล่อนที่นิยมปอกลอกสาวแก่แม่ม่าย เขาวางแผนจะขายคฤหาสน์หลังงามของสตรีกลางคนขณะที่หล่อนไปเที่ยวต่างเมือง นอกนั้นยัง เอดูดาร์ด สามีเก่าของเบ็ตตี้ที่อิจฉาความสำเร็จในการเป็นนักเขียนของเธอ เขาพยายามหาทางกลับมาคืนดีกับเบ็ตตี้ แต่พอหล่อนปฏิเสธ เขาจึงกลับลำโดยการแบล็กเมล์จะแจ้งความว่าเธอขโมยเด็กมา แต่เขาก็ยื่นข้อเสนอว่าเขาจะติดต่อคาโรลเพื่อขอซื้อตัวเด็กมา แล้วให้เบ็ตตี้กลับไปอยู่กับเขา

หนังจบแฮ็ปปี้เอ็นดิ้งอย่างเหลือเชื่อ แต่ไม่ถึงขั้นไม่สมจริงหรือไม่น่าเชื่อถือ เบ็ตตี้พาโฌเซ่ไปเลี้ยงเองโดยสมบูรณ์เธอย้ายไปอยู่ที่สิงคโปร์แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ ส่วนคาโรลขณะที่กำลังติดต่อซื้อขายเด็กกับเอดูดาร์ดกลับถูกยิงตายทั้งคู่ด้วยกระสุนของเจ้าของร้านอาหารที่คาโรลเป็นสาวเสิร์ฟด้วยว่าเขาหึงหวงและโกรธแค้นที่ไม่ได้คาโรลมาครอบครอง

ตัวละครอื่น ๆ แต่ละตัวก็มีบทสรุป อเล็กซ์โดนตำรวจจับที่สนามบินขณะกำลังนำเงินที่ได้จากการขายบ้านหนีไปต่างประเทศ ที่ตลกคือตำรวจไม่ได้จับเพราะเขาแอบขายบ้าน แต่เพราะเข้าใจว่าเขาเป็นคนลักพาตัวเด็กไป ฟรองส์ซัวพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัย ส่วนมารโก้นั้นลืมไปแม้กระทั่งว่าลูกของเบ็ตตี้ตายไปแล้ว

หนังให้ภาพแม่ในเรื่อง 2 แบบ คือแม่ที่เลว และแม่ที่ดี

แม่ที่เลวคือแบบไหน ในเรื่องคงจะเป็นมาร์โก้ แม่ที่เอากรรไกรแทงลูกตัวเอง (แม่แบบนี้ไม่มีวันเป็นแม่ที่ดี) แม้เธอจะอ้างว่าเธอควบคุมตัวเองไม่ได้ เป็นเพราะความไม่ปกติในร่างกายตัวเอง จากตรงนี้เราก็สรุปได้ว่าคนบางคนไม่สมควรเกิดมาเป็นแม่ตั้งแต่แรกเนื่องด้วยร่างกายไม่อำนวย (แม้ว่าเธอจะตั้งครรภ์ได้ แต่ก็เลี้ยงลูกให้ดีไม่ได้)

คาโรลก็น่าจัดอยู่ในแม่ผู้บกพร่อง ในฉากหนึ่งเบ็ตตี้กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ โฌเซ่ เธอสังเกตเห็นแผลฟกช้ำตามเนื้อตัวของเด็ก เธอสงสัยคลางแคลงใจ โดยหนังตั้งใจให้คนดูคิดว่ารอยแผลพวกนี้น่าจะเกิดจากคาโรล ถึงแม้หนังจะไม่มีฉากทำร้ายร่างกายให้เห็นชัด ๆ แต่หนังก็แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่สนใจลูกแค่ไหน หล่อนห่วงไปเที่ยวผับมากจนลืมเลี้ยงลูก อีกทั้งเมื่อเบ็ตตี้พบโฌเซ่ครั้งแรก มือของเด็กมีผ้าพันแผลอยู่ ซ่งก็เป็นการเปรียบกับแผลเป็นที่มือของเบ็ตตี้เอง มันทำให้เธอระลึกได้ว่าแม่ทำร้ายเธออย่างไรตอนเด็ก ดังนั้นเด็กคนนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกทำร้ายอีกเมื่อส่งเขากลับไปอยู่กับแม่แท้ ๆ

ถ้าเราลองวิเคราะห์หนังเรื่องนี้แบบนวประวัติศาสตร์นิยม (new historicicsm) เพื่อมองหาความคิด วาทกรรม บางประการที่ไหลเวียนอยู่ในหนัง เราจะพบแนวคิดแบบเสรีนิยมในเนื้อหา ในตอนจบเราคนดูรู้สึกโล่งใจและพึงใจที่เห็นเบ็ตตี้สามารถเลี้ยงโฌเซ่ได้โดยไม่มีเหตุใดมาเป็นอุปสรรคขวางกั้น เรารู้สึกยินดีที่เบ็ตตี้เป็นคนได้เด็กไปเลี้ยงแทนคาโรล เพราะเราเองก็รู้สึกว่าเบ็ตตี้น่าจะเป็นแม่ที่ดีกว่า

หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในสังคมร่วมสมัย ความคิดแบบเสรีนิยมแทรกซึมอยู่ในหลายส่วนประกอบของสังคม ถ้าเป็นในนวนิยาย วรรณกรรม สมัยสังคมระบอบศักดินาเรื่องทำนองนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะในสังคมสมัยก่อนมีกรอบความคิดเกี่ยวกับชาติกำเนิดเป็นสำคัญ แม่-ลูกสืบสายโลหิตย่อมเป็นที่ปรารถนามากว่าแม่บุญธรรม-บุตรอุปการะ ทัศนคติของระบอบศักดินาคือความดีของคนไม่ได้อยู่ที่การกระทำเท่ากับชาติกำเนิด เมื่อคราวบรรดาชนชั้นกลางขึ้นมามีอำนาจในสังคม และชนชั้นสูงถูกลดทอนความสำคัญลงไป ชนชั้นกลางถือคติที่ว่าการกระทำย่อมสำคัญกว่าชาติกำเนิด เราเป็นใครไม่สำคัญเท่ากับเราทำอะไร (แล้ววาทกรรมแบบนี้ก็กลายเป็นที่ยอมรับกันส่วนใหญ่ในสังคม) เพราะชนชั้นกลางส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าวานิชที่ไม่ได้มาจากสังคมชั้นสูงหรือมีชาติกำเนิดสวยหรูอะไรแต่เป็นเพียงสามัญชนทั่วไป พวกเขาจึงแพร่ทัศนคติความดีของคนอยู่ที่การกระทำ (ค้าขาย) มากกว่าชาติกำเนิด (วงศ์ตระกูล) ในสังคมปัจจุบันค่าของคนเลยอยู่ที่ ผลของงานเราสามารถเลื่อนระดับฐานะทางสังคมด้วยความก้านหน้าของการงานอาชีพ (รายได้ เงินตรา)

แนวคิดแบบนวประวัติศาสตร์เชื่อว่าเราสามารถมองหาค่านิยมของสังคมผ่านตัว text ได้ โดยตัว text อาจจะปิดบังอำพางแอบซ่อนอย่างแยบยลจนแม้แต่ผู้ประพันธ์เองยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่างานของตนสะท้อนแนวคิดวาทกรรททางสังคมแบบใด เช่นเมื่อสมัยช่วงรอยต่อของการล่มสลายระบบศักดินาและการก้าวเข้ามาของชนชั้นกลางในสังคมไทย ความคิดแบบชนชั้นสูงกำลังเสื่อมถอยแต่ก็ยังปรากฏอยู่ให้เห็นบ้างประปราย ในงานอย่าง ผู้ดีของดอกไม้สด ดอกไม้สดเป็นนามปากกาของ หม่อมหลวงบุปผา (กุญชร) นิมมานเหมินท์ ในนวนิยายตั้งคำถามต่อความเป็นผู้ดีของมนุษย์ว่าอยู่ที่ตรงไหน แค่ชาติกำเนิดหรือการกระทำ ถ้าเราเกิดในสังคมชั้นสูงแล้วแต่ขาดไร้มารยาท จิตใจเต็มไปด้วยความโลภ อย่างนี้เราจะจัดเป็นผู้ดีไหม จะเห็นว่าตัวนวนิยายดูจะสนับสนุนความคิดแบบเสรีนิยม แต่ขณะเดียวกันตอนจบนางเอกที่มาจากชนชั้นล่างกลับกลายเป็นว่า (ถูกพบความจริง) เป็นทายาทขุนนางชนชั้นสูง สรุปคือถึงแม้นอกจากจะมีมารยาทงามคุณธรรมเด่นแล้วความเป็นผู้ดีก็ต้องมาจากชาติกำเนิดบ้าง

และ บ้านทรายทองของ ก.สุรางคนางค์ พจมาน สว่างวงศ์มักถูกตีความว่าเป็นชนชั้นกลางที่ลุกขึ้นมายึดบ้านทรายทอง แต่การที่หล่อนได้บ้านทรายทองมานั้นไม่ใช่เพราะหล่อนทำงานหาเงินซื้อมา (ที่จริงเราไม่เคยเห็นหล่อนทำอะไร) แต่กลับกลายเป็นว่าหล่อนเป็นทายาทเจ้าคุณปู่ สรุปคือหล่อนได้ดีก็เพราะหล่อนมีชาติตระกูล

จะเห็นได้จากตัวอย่างวรรณกรรมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัยทั้ง 2 เรื่องว่ากรอบความคิด วาทกรรมทางสังคมมีผลในการสร้างความสมเหตุสมผลของ text โดยตัว text เองก็พยายามปิดบังอำพรางร่องรอยจุดด่างออกไปให้ตัวมันดูเป็นธรรมชาติที่สุด

ในหนังเรื่อง Betty Fisher สะท้อนวาทกรรมในปัจจุบันที่เชื่อในเสรีนิยมอย่างเต็มที่ ต่อให้เบ็ตตี้ไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของโฌเซ่ แต่เธอก็สามารถเอาเด็กไปเลี้ยงได้เองอย่างหลุดรอดปลอดภัยจากกฎหมาย และก็ไม่ได้สร้างความแคลงใจแก่คนดู กลับกันคนดูจะส่งเสริมเสียอีกเพราะหนังนำเสนอภาพเบ็ตตี้เป็นนักเขียนผู้ประสบความสำเร็จ เธอเป็นแม่ที่ดีมีเวลาเอาใจใส่ลูก (งานนักเขียนไม่มีกำหนดการเคร่งครัด) ขณะที่คาโรลแม่แท้ ๆ กลับมาจากชนชั้นล่างที่ทำงานไปแรดไป ดูไม่จริงจังและไม่มีเวลาให้ลูก เบ็ตตี้เสียอีกที่ดูจะเป็นแม่ที่ดี ในฉากที่เบ็ตตี้ตัดสินใจเลี้ยงโฌเซ่เป็นลูกตัวเอง เธอแกะผ้าพันแผลที่ห่อมือของเขาทิ้งไป ซึ่งเหมือนเป็นการลบทิ้งแม่ในอดีตของเขาให้หายไปด้วย

หนังยังพบแนวคิดแบบจักรวรรดินิยม เมื่อมองว่าเบ็ตตี้เป็นผู้หญิงชนชั้นกลางที่มา ลักโฌเซ่ ลูกของคาโรล ผู้มาจากชนชั้นล่าง เงื่อนไขที่สร้างความชอบธรรมก็ได้แก่ การที่เบ็ตตี้เชื่อว่าเด็กอยู่กับเธอย่อมถูกต้องกว่าเพราะเธอจะเลี้ยงโฌเซ่ได้ดีกว่าเหมาะสมกว่าแม่แท้ ๆ ของโฌเซ่ เหมือนการที่บรรดานายทุนจากทุนนิยมเข้าไปกอบโกยทรัพยากรจากพื้นที่ที่ดินของชนชั้นล่าง โดยอ้างสิทฺธิในการ พัฒนาศักยภาพทรัพยากรนั้นให้ไปถึงที่สุด ปล่อยให้ทรัพยากรอยู่กับชาวบ้านที่ไม่ประสีประสาทิ้ง ๆ ขวาง ๆ รั้งแต่จะเป็นการเสียผลประโยชน์ คนที่ฉลาดเหมาะสมอย่างบรรดานายทุนจึงมีสิทธิที่จะเข้ามาจัดการทรัพยากรเหล่านั้น

หนังสร้างความชอบธรรมของการลักเด็กคนอื่นมาเลี้ยงผ่านขั้วตรงข้ามทางชนชั้น เบ็ตตี้มาจากชนชั้นที่สูงกว่าคาโรล การงานก็ดีกว่า อยู่ในบ้านที่สะดวกสบายกว่าคาโรล งานของเธอก็มีเวลาอิสระ ส่วนคาโรลกลับถูกรัดรังด้วยพันธะการงาน ลูกก็ต้องไปฝากคนอื่นเลี้ยง พอว่างงานที่ก็อยากปลดปล่อยความเครียดขึ้งโดยการไปเที่ยวผับ จริง ๆแล้วเราจะพบว่าตัวละครคาโรลไม่ได้เป็นมนุษย์ที่เลวร้ายนัก เธอรู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าเธอเป็นแม่ที่เลว และจะดีใจถ้าหากลูกตัวเองไปอยู่กับคนอื่นที่ดีกว่าเธอ ส่วนหนึ่งก็เพราะฐานะของเธอที่ไม่สามารถให้การเลี้ยงดูที่ดีที่สุดแก่ลูกได้ เบ็ตตี้ ดูเป็นแม่ที่ดีกว่า ด้วยฐานะที่ดีกว่าเธอมีเวลาว่างอิสระไม่ต้องถูกถ่วงทับด้วยตารางเวลา เธอไม่ต้องไปเที่ยวผับเวลาว่างเพื่อผ่อนคลาย เพราะจริง ๆ เธอก็ว่างตลอดเวลา และยังมีเงินใช้จ่ายตลอดเวลา คาโรลเสียอีกที่ดูลำบากตรากตรำ ซ้ำหนังยังเพิ่มรายละเอียดที่ทำให้ตัวเธอดูเลวร้ายเข้าไปด้วยการให้เธอมีนิสัยชอบลักขโมยของตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งยิ่งเน้นย้ำว่าเธอไม่พร้อมที่จะไปดูแลคนอื่นจริง ๆ

บรรดา text ต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่หยิบยืมจับนำวาทกรรมที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่ในสังคมมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ตัวบท ทำให้ตัวบทสมเหตุสมผลต่อคนดูในสังคมนั้น ๆ ถ้าหนังเรื่องนี้ไปอยู่ในสังคมอีกแบบหนึ่ง เช่นสังคมที่ยังมีวาทกรรมจำพวก สายสัมพันธ์ทางสายเลือดของแม่-ลูกเป็นสิ่งที่ตัดไม่ขาด ตัวละครอาจเปลี่ยนไปมาก เช่นตัวแม่ในเรื่องอาจเป็นชนชั้นล่างที่รักลูกมากมาย แต่โชคชะตาเล่นตลกให้ต้องเสียลูกไปให้เศรษฐีนีเลี้ยงเด็กที่สามารถเลี้ยงลูกอย่างดีมีความสุข แต่สุดท้ายเธอก็มานะพยายามต่อสู้เพื่อแย่งสิทธิในการเลี้ยงลูกคืนมา และพิสูจน์ให้ทุกคนในเรื่อง(และคนดู)เห็นกันไปเลยว่าสายโลหิตแม่-ลูกมันทรงค่าจนตัดกันไม่ขาด

แต่เผอิญ Betty Fisher ไม่ได้ผูกเรื่องขึ้นมาจากวาทกรรมแบบนั้น สายโลหิตในเรื่องจึงเปราะบางยิ่งกว่าสายสัมพันธ์การเงิน

ส่วนหนังอีกเรื่องคงไม่เขียนถึงเพราะยากไป 55 (หนังรุยซ์ไม่ใช่ของง่ายในการเขียนอยู่แล้ว)

หนังมีเนื้อเรื่องที่พิศวงงงงวยมาก (ตามประสาหนังรุยซ์ทุกเรื่อง) คือแอเรียน (อิซซาเบล ฮุปแปร์ต สุดยอดอีกแล้ว) เป็นแม่ของเด็กชาย คามิลล์ วัย 9 ขวบ ในวันเกิดของเด็กชายคามิลล์ จู่ ๆ เด็กก็หายไปแล้วกลับมาบอกแอเรียนว่า คุณไม่ใช่แม่ผม ซึ่งแอเรียนก็งงว่าลูกตูเป็นอะไร แล้วคามิลล์ก็ยืนยันว่าแอเรียนไม่ใช่แม่มัน และมันไม่ได้ชื่อคามิลล์แต่ชื่อพอล แล้วมันจะกลับบ้านไปหาแม่มันที่แท้จริง ว่าแล้วเด็กมันก็พาแอเรียนไปบ้านหลังนึงมีผู้หญิงอีกคน อิซาเบล (ฌาน บาลิบาร์ ดาราสาวหน้าเก๋) ซึ่งคามิลล์อ้างว่าเป็นแม่ตัวจริง ส่วนอีตัวผู้หญิงก็บอกว่าเธอเคยมีลูกชายชื่อพอล ซึ่งจมน้ำตายไป 2 ปีก่อน แต่พอเห็นคามิลล์เธอมั่นใจว่านี่เป็นพอลกลับมาเกิดแน่ ๆ แล้วพอล(หรือคามิลล์)กับอิซาเบลก็ดูสนิทกันเหมือนว่าเป็นแม่-ลูกกันจริง ๆ ทำให้แอเรียนหวาดกลัวว่าต้องเสียลูกไป

เหวอได้ใจมาก ๆ สนุกนะ ควรหามาดู

edit @ 14 Oct 2007 22:44:16 by สมเสร็จที่บางแค